แชร์

เด็กไทย 7.5 แสนเสี่ยงซึมเศร้า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย

อัพเดทล่าสุด: 3 ก.ย. 2026
64 ผู้เข้าชม
เด็กไทยเสี่ยงซึมเศร้า

เด็กหนึ่งคนอาจนั่งเรียนอยู่ในห้องเหมือนเพื่อนทุกวัน ส่งการบ้านได้ ทำข้อสอบได้ และดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ข้างในอาจกำลังรับมือกับความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะพูดกับใคร

ข้อมูลสุขภาพเด็กไทยชุดล่าสุดกำลังสะท้อนภาพที่น่าจับตา เมื่อผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10–14 ปีประมาณ 1 ใน 5 หรือราว 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก

ตัวเลขนี้ไม่ได้กำลังบอกเพียงว่าประเทศไทยมีโจทย์เรื่องสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น แต่กำลังตั้งคำถามใหญ่กับทั้งครอบครัว โรงเรียน และระบบการศึกษาไทยว่า เรามองเห็นสิ่งที่เด็กกำลังเผชิญมากพอหรือยัง?

750,000 คน มาจากไหน?

ข้อมูลดังกล่าวมาจาก การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568: สุขภาพเด็ก ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส.

งานวิจัยสำรวจเด็กอายุ 1–14 ปี จำนวน 7,235 คน แบ่งเป็นเด็กชาย 3,664 คน และเด็กหญิง 3,571 คน จากประชากรเด็กใน 21 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านทั้งการสอบถามประวัติ การตรวจร่างกาย และการทดสอบเฉพาะประเด็น ก่อนนำข้อมูลมาประมาณการภาพรวมประชากรเด็กไทย

เมื่อเจาะลงไปในกลุ่มเด็กอายุ 10–14 ปี ผลสำรวจพบว่า

1 ใน 5 มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า หรือประมาณ 750,000 คนทั่วประเทศ

และประมาณ 30,000 คนมีระดับความเสี่ยงรุนแรงถึงรุนแรงมาก

ต้องเข้าใจก่อนว่า “เสี่ยงซึมเศร้า” ไม่เท่ากับ “ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า”

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากในการอ่านตัวเลขดังกล่าว

งานสำรวจใช้คำว่า “มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า” จึงไม่ควรตีความว่าเด็กไทย 750,000 คนได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคซึมเศร้าทั้งหมด

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO อธิบายว่า โรคซึมเศร้าแตกต่างจากความเศร้าหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน โดยภาวะซึมเศร้ามักเกี่ยวข้องกับอารมณ์เศร้า หงุดหงิด ว่างเปล่า หรือสูญเสียความสนใจต่อกิจกรรมต่าง ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงอาจมีปัญหาการนอน สมาธิ ความรู้สึกไร้คุณค่า ความสิ้นหวัง หรือความคิดเกี่ยวกับความตายร่วมด้วย

การคัดกรองจึงทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือน” เพื่อค้นหาคนที่ควรได้รับการประเมินหรือความช่วยเหลือต่อ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคแทนแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ตัวเลข 30,000 คน หมายถึงอะไร?

อีกตัวเลขหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ต่อกันจำนวนมากคือ เด็กประมาณ 30,000 คนอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อย้อนกลับไปยังข้อมูลจาก สวรส. โดยตรง ข้อความต้นทางระบุว่า

เด็กประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า “รุนแรงถึงรุนแรงมาก”

ดังนั้น การบอกว่าเด็กทั้ง 30,000 คน “พร้อมทำร้ายตนเอง” หรือ “มีแนวโน้มทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น” โดยผูกกับตัวเลขนี้โดยตรง อาจเป็นการขยายความเกินกว่าข้อมูลต้นทางที่เผยแพร่

อย่างไรก็ตาม ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงจำเป็นต้องได้รับความสนใจอย่างจริงจัง เพราะ WHO ระบุว่าภาวะซึมเศร้าสามารถเกี่ยวข้องกับความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการฆ่าตัวตายได้ และระดับความรุนแรงของอาการเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการดูแลรักษา

ปัญหาอาจไม่ได้เริ่มจาก “เด็กไม่เข้มแข็ง”

สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้คือ สุขภาพใจไม่ได้ถูกมองแยกจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

ผลสำรวจพบว่าโครงสร้างครอบครัวของเด็กไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

สัดส่วนพ่อแม่ที่หย่าร้างหรือแยกกันอยู่เพิ่มจากประมาณ 14% เป็นประมาณ 25% ในช่วง 10 ปี ขณะที่ประมาณ 39% ของเด็กมีปู่ย่าตายายเป็นผู้เลี้ยงดูหลัก

ที่น่าจับตาคือ สัดส่วนเด็กที่เลือก “เก็บปัญหาไว้กับตัวเอง” เพิ่มจากประมาณ 6% เป็น 16%

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้าโดยตรง เพราะสุขภาพจิตเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ และสังคมร่วมกันหลายด้าน แต่สะท้อนว่าการมีพื้นที่ให้เด็กพูดคุย ขอความช่วยเหลือ และรู้ว่ามีคนพร้อมรับฟัง อาจสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

ชีวิตเด็กไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงมากกว่าหนึ่งด้าน

สิ่งที่ทำให้ผลสำรวจครั้งนี้น่าสนใจคือ “ภาวะเสี่ยงซึมเศร้า” ไม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน

หน้าจอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแทบตลอดวัน

เด็กอายุ 10–14 ปีเข้าถึงสมาร์ตโฟนถึง 96.8%

ในการแถลงผลสำรวจเพิ่มเติม นักวิจัยระบุว่าเด็กวัยนี้ใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยประมาณ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา และ 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด ขณะที่กิจกรรมส่วนใหญ่บนหน้าจอเป็นการเล่นเกมมากกว่าการใช้เพื่อการเรียน

การใช้หน้าจอเองไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เด็กเป็นโรคซึมเศร้าโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเวลาหน้าจอเข้าไปแทนที่การนอน การออกกำลังกาย ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หรือกิจกรรมในชีวิตจริง ก็เป็นหนึ่งในบริบทสุขภาพที่ควรติดตาม

WHO ระบุว่า การนอนที่เหมาะสม การออกกำลังกาย ทักษะการแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น

บุหรี่ไฟฟ้าอีกสัญญาณที่ต้องจับตา

ปัญหาอีกด้านที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันคือการเข้าถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กอายุน้อย

รายงานสุขภาพเด็กฉบับล่าสุดพบว่า ในกลุ่มอายุ 10–14 ปี

เด็กที่ เคยสูบบุหรี่ เพิ่มขึ้นเป็น 8.5% จาก 2.9% ในปี 2563

เด็ก เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า 7.1%

และ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน 1.6%

นอกจากนี้ เด็กกว่า 57.6% เคยได้รับควันบุหรี่มือสองภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านของตัวเอง

ในการแถลงผลสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 นักวิจัยยังระบุว่า เด็กผู้หญิงมีอัตราการเคยทดลองบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า ท่ามกลางการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้าในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา

ภาพนี้จึงสะท้อนว่าโจทย์ของสุขภาพเด็กไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องผลการเรียน แต่ประกอบด้วยสุขภาพใจ พฤติกรรมเสี่ยง สภาพแวดล้อมในครอบครัว การใช้เทคโนโลยี และสุขภาพกายที่เชื่อมโยงกัน

โรงเรียนจึงอาจต้องเป็นมากกว่า “สถานที่เรียน”

ท่ามกลางตัวเลขเหล่านี้ นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ระบุว่า การดูแลคุณภาพการศึกษาไม่สามารถมองเฉพาะเรื่ององค์ความรู้ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเด็กมีปัญหาทั้งทางกายและใจ ความพร้อมในการเรียนรู้ย่อมได้รับผลกระทบ

แนวคิดสำคัญที่ สพฐ. กำลังผลักดันคือการทำให้ โรงเรียนเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และเป็นบ้านหลังที่สองของเด็ก พร้อมคืนเวลาให้ครูได้ใกล้ชิดและดูแลนักเรียนมากขึ้น

เรื่องนี้สอดคล้องกับทิศทางล่าสุดของ UNICEF Thailand ซึ่งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สนับสนุนการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ

UNICEF เสนอว่าโรงเรียนที่ปลอดภัยไม่ควรหมายถึงเพียงรั้ว ประตู หรือการป้องกันเหตุรุนแรงเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการที่เด็กสามารถพูดถึงปัญหาได้อย่างปลอดภัย มีช่องทางแจ้งปัญหาที่เป็นความลับ ได้รับการคัดกรองและช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงมีระบบส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาและบริการสุขภาพเมื่อจำเป็น

“พื้นที่ปลอดภัย” หน้าตาควรเป็นอย่างไร?

โรงเรียนที่ดูแลสุขภาพใจไม่จำเป็นต้องทำให้ครูทุกคนกลายเป็นนักจิตวิทยา

สิ่งที่สำคัญกว่าคือทำให้ครูและบุคลากรสามารถ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง รับฟังอย่างไม่ตัดสิน ช่วยเหลือเบื้องต้น และรู้ว่าเมื่อใดควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ

ประเทศไทยมีระบบ School Health HERO ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ครูสามารถเฝ้าระวังปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์ และทักษะสังคมของนักเรียน รวมทั้งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบกลุ่มเสี่ยง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ยังมีความเคลื่อนไหวของ “โครงการครูนางฟ้า” ซึ่งมุ่งพัฒนาครูให้คัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตและเชื่อมต่อเด็กเข้าสู่บริการสุขภาพ

ข้อมูลจากโครงการระบุว่า ในปี 2568 มีครูได้รับการอบรมประมาณ 700 คน จากโรงเรียนมากกว่า 100 แห่ง และมีการคัดกรองนักเรียนเกือบ 30,000 คน โดย สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังวางแนวทางเชื่อมการคัดกรอง การช่วยเหลือ การส่งต่อ และการติดตามเข้าด้วยกันมากขึ้นสำหรับการดำเนินงานในปี 2570

สิ่งที่ครูและผู้ปกครองควรสังเกต

วัยรุ่นอาจไม่ได้แสดงความเศร้าด้วยการร้องไห้เสมอไป บางคนอาจแสดงออกผ่านความหงุดหงิด การเก็บตัว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

สัญญาณที่ควรใส่ใจ เช่น

เศร้า หงุดหงิด หรือดูหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบต่อเนื่อง

แยกตัวจากเพื่อนหรือครอบครัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลการเรียนหรือการเข้าเรียนเปลี่ยนแปลงมาก

นอนมากหรือน้อยผิดปกติ

เบื่ออาหารหรือพฤติกรรมการกินเปลี่ยน

เหนื่อย ไม่มีพลัง หรือสมาธิลดลง

พูดว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นภาระ หรือมองอนาคตอย่างสิ้นหวัง

พูดหรือสื่อถึงความตาย การหายไป หรือการทำร้ายตัวเอง

การพบอาการเพียงข้อเดียวไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นโรคซึมเศร้า แต่หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่อง รุนแรง หรือกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรพูดคุยและพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเพิ่มเติม

สิ่งที่เด็กต้องการอาจเริ่มจาก “มีคนฟัง”

สิ่งสำคัญเวลาพบว่าเด็กกำลังมีปัญหาอาจไม่ใช่การรีบหาคำตอบให้เขาทันที

แต่อาจเริ่มจากการทำให้เด็กมั่นใจว่า การพูดเรื่องความเครียด ความเศร้า ความล้มเหลว หรือความรู้สึกที่ตัวเองกำลังเผชิญ จะไม่ทำให้ถูกดุ ถูกล้อ ถูกลดคุณค่า หรือถูกมองว่าอ่อนแอ

ถามว่า “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” แล้วให้เวลาเขาตอบ

ฟังโดยไม่รีบตัดสิน

ไม่เปรียบเทียบว่า “คนอื่นลำบากกว่า”

และเมื่อเรื่องนั้นใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวหรือครูจะดูแลเอง ให้การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องปกติ

เพราะเป้าหมายของโรงเรียนที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเด็กคนไหนมีปัญหา

แต่หมายถึง เมื่อเด็กคนหนึ่งเริ่มมีปัญหา เขาจะไม่ต้องรับมือกับมันเพียงลำพัง

จาก “เรียนดี” ไปสู่ “พร้อมเรียนรู้”

ตัวเลขเด็ก 750,000 คนที่เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าจึงไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อสร้างความตกใจ

สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้กำลังบอกเราคือ สุขภาพของเด็กไทยกำลังเชื่อมโยงกันหลายด้านมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สุขภาพใจ หน้าจอ การนอน การออกกำลังกาย บุหรี่ไฟฟ้า ความรุนแรง และสภาพแวดล้อมในโรงเรียน

หากระบบการศึกษาต้องการให้เด็กเรียนรู้ได้ดี สิ่งที่ต้องเกิดก่อนอาจไม่ใช่หลักสูตรที่ยากขึ้นหรือการสอบที่เข้มขึ้นเสมอไป

แต่อาจเป็นการทำให้เด็กมั่นใจก่อนว่า

ที่โรงเรียนแห่งนี้ มีคนเห็นเขา มีคนรับฟังเขา และเมื่อเกิดปัญหา เขารู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร

เพราะเด็กที่รู้สึกปลอดภัย จึงมีพื้นที่มากพอที่จะเรียนรู้ เติบโต และมองเห็นอนาคตของตัวเองได้ชัดขึ้น

หากกำลังรู้สึกไม่ไหว หรือกังวลเกี่ยวกับคนใกล้ตัว

สามารถติดต่อ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อพูดคุยและขอคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิต

หากมีความเสี่ยงฉุกเฉินที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรอยู่กับบุคคลนั้น ไม่ปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง และติดต่อบริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือพาไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใกล้ที่สุด

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) — การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568: สุขภาพเด็ก เผยแพร่ พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างเด็ก 1–14 ปี จำนวน 7,235 คนจาก 21 จังหวัด

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) — ผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยล่าสุด “บุหรี่ไฟฟ้า-ซึมเศร้า-ติดจอ-อ้วน” จากการแถลงผลวันที่ 15 มิถุนายน 2569

World Health Organization (WHO) — Depressive disorder (depression), อัปเดต 29 สิงหาคม 2025 และ Mental health of adolescents, อัปเดต 1 กันยายน 2025

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข — School Health HERO ระบบสุขภาพจิตโรงเรียน และสายด่วนสุขภาพจิต 1323

UNICEF Thailand — ยูนิเซฟสนับสนุนรัฐบาลยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน ชี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน, 17 สิงหาคม 2569

The Active, Thai PBS — ต่อยอด “ครูนางฟ้า” คัดกรองความเสี่ยง ช่วยดูแลสุขภาพใจนักเรียน, 2 กันยายน 2569

ไทยรัฐ Future Perfect — ไทยรัฐวิทยา ขับเคลื่อนก้าวใหม่การศึกษาไทย ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอนาคตเด็ก และแนวคิดโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจาก สพฐ. เผยแพร่ปลายเดือนสิงหาคม 2569


บทความที่เกี่ยวข้อง
จิตวิทยา
วิกฤตสุขภาพจิตเด็กไทย เมื่อนักเรียนกว่า 51% เครียดหนัก แต่นักจิตวิทยาโรงเรียนมีเฉลี่ยเพียง 1 คน/จังหวัด ทำไมการศึกษาไทยจึงต้องรีบสร้าง "นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน
25 ส.ค. 2026
ปริญญา
เมื่อใบปริญญาไม่ใช่อุปกรณ์อัปฐานะอีกต่อไป สรุปปัญหา Over-education ค่าเรียนสูง และเทรนด์เด็กรุ่นใหม่หันหลังให้มหา’ลัยซบสายอาชีพ อ่านเลยที่ The Study
7 ก.ย. 2026
เศรษฐกิจ - เด็กไทย
ผลสำรวจ Ipsos Education Monitor 2026 จาก 31 ประเทศ พบคนไทย 51% ชี้ "เศรษฐกิจ" คืออุปสรรคใหญ่สุดของเยาวชน สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงอาร์เจนตินาและตูร์เคีย
2 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy