แชร์

นักจิตวิทยาในโรงเรียน ความจำเป็นเร่งด่วนทางออกสุขภาพจิตเด็ก

อัพเดทล่าสุด: 25 ส.ค. 2026
151 ผู้เข้าชม
จิตวิทยา

ในวันที่เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนดังขึ้น เด็กนักเรียนหลายคนอาจเดินออกจากห้องพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่สำหรับอีกหลายคน บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ทั้งจากตำราเรียน คาดหวังของครอบครัว และความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน จากผลสำรวจด้านสุขภาพจิตเยาวชนไทยล่าสุดโดย Rocket Media Lab พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า กว่า 51% ของเด็กนักเรียนระดับมัธยมและอาชีวะยกให้ "เรื่องการเรียน" เป็นความเครียดอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยความกังวลเรื่องอนาคต รูปร่างหน้าตา และปัญหาครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น สถิติจากกรมสุขภาพจิตยังระบุว่า เยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 18 ปี เกือบ 20% กำลังเผชิญภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอีกกว่า 11% มีสภาวะเสี่ยงซึมเศร้าอย่างน่าเป็นห่วง

ทว่าเมื่อความเจ็บปวดทางอารมณ์เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน เด็กๆ กลับพบว่าพื้นที่ในการระบายความทุกข์นั้นแคบเหลือเกิน จริงอยู่ว่าระบบการศึกษาไทยมี "ห้องแนะแนว" และ "ครูแนะแนว" แต่ในความเป็นจริง ครูแนะแนวต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานสอน วิชาการ และการวางแผนศึกษาต่อ ทำให้อัตราส่วนภาระงานต่อจำนวนนักเรียนสูงเกินกว่าจะเจาะลึกปัญหาสุขภาพจิตเชิงลึกได้ ที่สำคัญคือ งานจิตวิทยาคลินิกและการประเมินสภาวะทางใจที่ซับซ้อน เช่น สภาวะการทำร้ายตัวเอง ซึมเศร้า หรือบาดแผลทางใจ (Trauma) จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจาก "นักจิตวิทยา" โดยตรง

เมื่อเหลียวมองโครงสร้างสนับสนุนในปัจจุบัน โครงสร้างสพฐ. กำหนดให้มี นักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษาเพียง 1 คน ต่อ 1 เขตพื้นที่ ซึ่งข้อมูลชี้ว่าในระดับมัธยมศึกษา มีนักจิตวิทยาเพียง 63 คน แต่ต้องรับผิดชอบดูแลโรงเรียนมากกว่า 2,360 แห่ง และดูแลนักเรียนสูงถึง 2.67 ล้านคน นั่นหมายความว่าในบางจังหวัด มีนักจิตวิทยาดูแลเด็กทั้งจังหวัดเพียงคนเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกัน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทั่วประเทศก็มีเพียงประมาณ 240 คน และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ไปแล้วเกือบ 40%

เมื่อเกิดวิกฤตทางใจ เด็กส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงแบกรับและสู้ตามลำพัง ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดจากการสำรวจ คือการมี "นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน" ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย รับฟังได้โดยไม่ตัดสิน และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็น "ผู้ป่วย" การมีนักจิตวิทยาประจำอยู่ในโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสวัสดิการเสริม แต่คือ "ด่านหน้าทางสุขภาพจิต" ที่ช่วยคัดกรอง ป้องกัน และประเมินอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ความเครียดจะบานปลายไปสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาไทยต้องเลิกมองว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัวของเด็ก แล้วเริ่มลงทุนกับ "ห้องพยาบาลทางใจ" ที่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญประจำอยู่ในทุกโรงเรียนอย่างจริงจัง เพราะการปกป้องอนาคตของชาติ ไม่ใช่แค่การเคี่ยวกรำทางวิชาการ แต่คือการดูแลหัวใจของเด็กๆ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและปลอดภัย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)
Rocket Media Lab: รายงานผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนไทยในระบบการศึกษา และสถิติบุคลากรด้านสุขภาพจิตประจำสถานศึกษา
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข: สถิติการประเมินสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนผ่านระบบ Mental Check In และอัตราส่วนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.): ข้อมูลอัตรากำลังนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา


บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไมเราถึงกล้าพูดแรงใส่คนในบ้าน มากกว่าคนข้างนอก?
ทำไมเราถึงกล้าพูดแรงใส่คนในบ้านมากกว่าคนข้างนอก? เจาะลึกจิตวิทยาเข้าใจว่าความสนิทไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายไม่เจ็บ พร้อม 3 วิธีหยุดอารมณ์ก่อนตอบโต้ เช็กเลย
29 ส.ค. 2026
โรงเรียน
โรงเรียนไม่ปลอดภัย? รู้จัก Traffy EDU ช่องทางแจ้งเหตุผ่าน LINE @traffyfondue โดย รมว.ศธ. ครอบคลุม 6 มิติภัย แจ้งง่าย รวดเร็ว เป็นส่วนตัว อ่านวิธีใช้ที่นี่!
27 ส.ค. 2026
เศรษฐกิจ - เด็กไทย
ผลสำรวจ Ipsos Education Monitor 2026 จาก 31 ประเทศ พบคนไทย 51% ชี้ "เศรษฐกิจ" คืออุปสรรคใหญ่สุดของเยาวชน สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงอาร์เจนตินาและตูร์เคีย
2 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy