แชร์

เปิดแผนลงทุนกับคน ถอดรหัส Thailand² เมื่อคนไทยทุกคนคือตัวคูณ

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.ค. 2026
14 ผู้เข้าชม
การพัฒนาทุนมนุษย์

เมื่อคนมองเห็นอนาคต ประเทศก็ไปต่อได้

ทำความเข้าใจ “ทุนมนุษย์” การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย

ประเทศที่แข็งแรง อาจไม่ได้วัดจากจำนวนตึกสูง ถนนเส้นใหม่ หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว

แต่อาจวัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า

คนธรรมดาในประเทศนั้น ยังมองเห็นอนาคตของตัวเองอยู่หรือเปล่า

.

สวัสดีครับน้อง ๆ ชาว The Study

วันนี้พี่อยากชวนมาคุยเรื่องหนึ่งที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ แต่จริง ๆ แล้วอยู่ใกล้ชีวิตของพวกเรามากกว่าที่คิด

เรื่องนั้นคือ “การพัฒนาทุนมนุษย์” ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ อ.เชน ได้นำมาเล่าบนเวที Thailand² ยกกำลังประเทศไทย

คำว่า “ทุนมนุษย์” อาจฟังดูเป็นศัพท์วิชาการ แต่ถ้าอธิบายให้ง่ายที่สุด มันหมายถึงทุกสิ่งที่ช่วยให้คนคนหนึ่งใช้ชีวิตและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งการศึกษา ความรู้ ทักษะ สุขภาพ ความปลอดภัย รายได้ โอกาสในการทำงาน ตลอดจนความมั่นใจว่า ชีวิตของเรายังสามารถเดินไปข้างหน้าได้

.

ประเทศเล็กที่เติบโตได้ เพราะเลือกลงทุนในคน

อ.เชนเปิดเรื่องด้วยตัวอย่างของสิงคโปร์ ประเทศขนาดเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงได้

หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือการตัดสินใจลงทุนอย่างจริงจังกับการพัฒนาคน

ไม่ใช่แค่ทำให้เด็กเรียนเก่งขึ้น แต่รวมถึงการสร้างระบบที่ช่วยให้ประชาชนมีทักษะ มีงานทำ มีสุขภาพที่ดี และได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่น่าคิดจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประเทศไทยจะเป็นเหมือนสิงคโปร์ได้หรือไม่”

แต่อาจเป็นคำถามว่า

ถ้าเราเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพ แล้วเรากำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ศักยภาพนั้นเติบโตได้มากพอหรือยัง

.

การพัฒนาคน ไม่ควรเริ่มเมื่อถึงวัยทำงาน

สิ่งที่น่าสนใจจากแนวคิดนี้ คือการพัฒนาคนไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะตอนที่คนคนนั้นกำลังจะสมัครงาน

แต่ต้องดูแลกันตั้งแต่วันแรกของชีวิต ไปจนถึงวันที่กลายเป็นผู้สูงวัย

แนวทางนี้เรียกว่า Lifelong Support หรือการสนับสนุนคนตลอดทุกช่วงชีวิต

เพราะปัญหาในแต่ละวัยไม่เหมือนกัน

เด็กเล็กต้องการความปลอดภัยและการดูแลที่เหมาะสม เด็กวัยเรียนต้องการครูที่มีเวลาสอน วัยเริ่มทำงานต้องการทักษะและโอกาส ส่วนคนวัยเก๋าก็ต้องการความมั่นคง สุขภาพที่ดี และพื้นที่ให้ประสบการณ์ของตัวเองยังมีคุณค่า

.

วัยเริ่มต้นชีวิต ต้องเติบโตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

ในช่วงอายุ 0–6 ปี สิ่งสำคัญที่สุดอาจยังไม่ใช่การแข่งขันว่าเด็กคนไหนอ่านหนังสือได้เร็วที่สุด

แต่คือการทำให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มีอาหารที่เหมาะสม และได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เคารพความเป็นมนุษย์ของเขา

แนวทางที่ถูกนำเสนอมีทั้งการปรับระบบศูนย์เด็กปฐมวัย การขยายเวลารับฝากเด็กให้สอดคล้องกับชีวิตของพ่อแม่ที่ต้องออกไปทำงาน รวมถึงการเร่งระบบจ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 600 บาท ให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30–45 วัน

เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำหรับครอบครัวหนึ่ง การมีสถานที่ดูแลลูกที่ไว้ใจได้ หรือการได้รับความช่วยเหลือตรงเวลา อาจหมายถึงความมั่นคงของทั้งบ้าน

.

วัยเรียนต้องได้เรียน และครูต้องได้กลับมาสอน

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 7–18 ปี เรามักพูดถึงการพัฒนาเด็ก แต่บางครั้งก็ลืมไปว่า คนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุดในโรงเรียนคือ “ครู”

ถ้าครูต้องใช้เวลาส่วนใหญ่กับเอกสาร การประเมิน และโครงการที่ซ้ำซ้อน เวลาที่ควรใช้ทำความเข้าใจนักเรียนก็จะลดลง

จึงมีการผลักดันให้ลดภาระและตัวชี้วัดของครูลงกว่า 71.52% เพื่อให้ครูในโรงเรียนกว่า 30,000 แห่ง ได้กลับไปใช้เวลากับการสอนและดูแลเด็กมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทาง Zero Dropout PLUS ที่พยายามพาเด็กและเยาวชนกว่า 500,000 คน ซึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่การเรียนหรือการฝึกอาชีพในรูปแบบที่เหมาะกับชีวิตของแต่ละคน

เพราะเด็กที่ออกจากโรงเรียนไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความสามารถเสมอไป

บางคนอาจต้องออกมาช่วยครอบครัว บางคนมีปัญหาสุขภาพ บางคนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบเดิมได้

สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่การถูกตัดสิน แต่คือประตูอีกบานที่เปิดให้เขากลับมาเริ่มใหม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีทุนการศึกษานานาชาติ ODOS สำหรับเยาวชน 3,282 คน เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโลกที่กว้างขึ้น และนำประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศ

.

วันที่เริ่มสร้างอนาคต ค่าใช้จ่ายไม่ควรปิดประตูความฝัน

ช่วงอายุ 19–35 ปี คือวัยที่หลายคนกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มทำงาน หรือพยายามตั้งหลักให้ชีวิต

แต่ก่อนจะได้แสดงความสามารถ หลายคนกลับต้องเจออุปสรรคจากต้นทุนที่ไม่เท่ากัน

การอุดหนุนงบประมาณกว่า 147.2 ล้านบาท เพื่อให้เยาวชนกว่า 900,000 คน สามารถสอบ TGAT และ TPAT ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงไม่ใช่เพียงการช่วยประหยัดเงินค่าสมัครสอบ

แต่มันคือความพยายามทำให้จุดเริ่มต้นของการแข่งขันมีความเท่าเทียมมากขึ้น

เพราะความสามารถของเด็กคนหนึ่ง ไม่ควรถูกจำกัดจากฐานะของครอบครัว

.

นอกจากการเข้าถึงการศึกษาแล้ว ประเทศยังต้องเตรียมคนให้พร้อมกับงานในอนาคตด้วย

มีการวางเป้าหมายผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน พัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน และจัดหางานให้ประชาชนแล้วกว่า 40,051 คน

รวมถึงความร่วมมือกับ Google เพื่อมอบโอกาสในการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้แรงงานไทยกว่า 10 ล้านคน

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องกลายเป็นโปรแกรมเมอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์

แต่หมายถึงการช่วยให้คนธรรมดารู้จักใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อทำงานได้ดีขึ้น ปรับตัวได้ทัน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

.

คุณภาพชีวิตในการทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน

มีการยกระดับสิทธิด้านทันตกรรม 12 รายการ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งมีผู้ประกันตนได้รับสิทธิแล้วกว่า 4.51 ล้านคน

เพราะการพัฒนาคนไม่ได้หมายถึงการเร่งให้ทุกคนทำงานหนักขึ้นอย่างเดียว

แต่ต้องทำให้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีพอจะเดินต่อไปได้ด้วย

.

วัยสร้างตัว ไม่ควรต้องหยุดเรียนรู้

เมื่อเข้าสู่วัย 36–60 ปี หลายคนมีครอบครัว มีภาระ และอาจรู้สึกว่าช่วงเวลาของการเรียนรู้ได้ผ่านไปแล้ว

แต่ในโลกปัจจุบัน ความรู้และทักษะมีอายุสั้นลงเรื่อย ๆ

การพัฒนาคนจึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนวัยทำงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ โดยไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสายเกินไป

ในภาคการเกษตร มีการสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากผู้ผลิตแบบเดิม ไปสู่การเป็น Smart Farmer หรือผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีช่วยตัดสินใจ

ตั้งแต่การใช้ข้อมูลดาวเทียม การวิเคราะห์ดิน ไปจนถึงการใส่ปุ๋ยอย่างแม่นยำ ซึ่งมีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือแล้วกว่า 339,983 ราย

พร้อมกับการผลักดันพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กว่า 2.62 ล้านไร่

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การบอกว่าเทคโนโลยีจะมาแทนคน

แต่คือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มคุณค่าให้ประสบการณ์ที่คนมีอยู่แล้ว

.

ในด้านความมั่นคงหลังเกษียณ ยังมีการพัฒนาสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” และปรับหลักเกณฑ์การบำบัดทดแทนไต เพื่อลดการรอคอยของผู้ป่วย

เพราะคนวัยทำงานจะกล้าวางแผนอนาคตได้ ก็ต่อเมื่อเขารู้ว่าในวันที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือวันที่ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม ยังมีระบบที่ไม่ปล่อยให้เขาต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง

.

วัยเก๋า ไม่ใช่ปลายทาง แต่อาจเป็นการเริ่มต้นครั้งใหม่

เมื่อพูดถึงผู้สูงวัย เรามักมองว่าพวกเขาคือคนที่ต้องได้รับการดูแล

แต่จริง ๆ แล้ว คนวัยเก๋ามีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากชีวิตที่คนรุ่นใหม่ยังไม่มี

จึงมีแนวคิดสร้างพื้นที่ที่นำประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ มาจับคู่กับความคิดและพลังของคนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาธุรกิจหรือโครงการใหม่ร่วมกัน

รวมถึงการเตรียมพัฒนาเมืองต้นแบบ Senior Complex ที่บางละมุง เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ด้านสุขภาพ มีการเดินหน้า Digital Healthcare Platform ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 3.67 ล้านคน

ส่วนด้านสวัสดิการ มีการใช้ข้อมูล Social Map ค้นหากลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบกว่า 230,000 คน ให้สามารถเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงแนวทางปรับเบี้ยคนพิการถ้วนหน้าเป็น 1,000 บาท

นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “รอให้คนมาขอความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ระบบต้องมองเห็นคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ”

.

ความรู้ก็เป็นมรดกที่ส่งต่อได้

อีกแนวคิดหนึ่งที่พี่ชอบมาก คือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP

อ.เชนเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า หากวันหนึ่งเจ้าของความรู้จากไป ลูกหลานอาจไม่ได้รับปริญญาหรือความรู้ทั้งหมดจากเขาโดยอัตโนมัติ

แต่ถ้าความรู้นั้นถูกพัฒนา จดทะเบียน และเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินทางปัญญา มันก็สามารถสร้างคุณค่าและส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้

เหมือนกับการมีโฉนดที่ดิน เพียงแต่สิ่งที่ถูกส่งต่อไม่ใช่ผืนดิน

แต่มันคือ “โฉนดแห่งอนาคต” ที่เกิดจากความคิด ความรู้ งานวิจัย การออกแบบ และนวัตกรรมของคนไทย

ประเทศที่ให้คุณค่ากับความรู้ จึงไม่ได้เพียงสร้างคนให้มีงานทำ

แต่กำลังช่วยให้คนสามารถเป็นเจ้าของสิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาได้ด้วย

.

เทคโนโลยีจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อมีคนพร้อมใช้มัน

ประเทศไทยยังมีแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่

Semiconductor หรืออุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

Wellness Economy หรือเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต

Space Economy หรือเศรษฐกิจอวกาศ ซึ่งรวมถึงผลงานของคนไทยอย่างอุปกรณ์อวกาศ CE-7 MATCH ที่เตรียมเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์

และยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ

แต่ไม่ว่าเครื่องมือจะทันสมัยเพียงใด เทคโนโลยีก็ไม่สามารถเปลี่ยนประเทศได้ด้วยตัวมันเอง

สิ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันคือคนที่เข้าใจเทคโนโลยี ใช้มันเป็น และมองเห็นว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับอนาคตนั้นได้อย่างไร

.

การพัฒนาทุนมนุษย์จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

ทั้งกระทรวงด้านการศึกษา อุดมศึกษา แรงงาน เกษตร การพัฒนาสังคม ภาคเอกชน นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายอุตสาหกรรม

มีการเตรียมกลไกการทำงานผ่านคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเชิงลึก 7 คณะ เพื่อทำให้แนวคิดไม่หยุดอยู่เพียงบนเวที แต่สามารถเชื่อมต่อไปสู่การลงมือทำได้จริง

เพราะปัญหาเรื่องคนซับซ้อนเกินกว่าจะให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบเพียงลำพัง

เด็กคนหนึ่งอาจมีปัญหาทั้งเรื่องการเรียน รายได้ครอบครัว สุขภาพ และที่อยู่อาศัยในเวลาเดียวกัน

ถ้าระบบต่างคนต่างทำ เด็กคนนั้นก็อาจต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่เคยได้รับความช่วยเหลือที่เชื่อมต่อกันอย่างแท้จริง

.

เบื้องหลังนโยบาย คือคนที่เลือกลงมือทำ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความหมายมากขึ้น คือความตั้งใจของคนที่กำลังสื่อสารและขับเคลื่อนมัน

เบื้องหลังสปีช 46 นาทีของอ.เชน คือการใช้เวลาระหว่างการเดินทางไปทำงานในหลายจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูล เรียบเรียง และพยายามอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้ประชาชนมองเห็นภาพเดียวกัน

บางช่วงต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำข้อตกลงความร่วมมือ แล้วรีบกลับมาสื่อสารเรื่องนี้ที่ประเทศไทย ก่อนจะเดินทางไปทำงานต่อแทบจะทันที

สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าคนคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนประเทศได้เพียงลำพัง

แต่มันทำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมักเริ่มจากคนที่เชื่อว่าเรื่องนั้นสำคัญมากพอที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง

.

สิ่งที่ประเทศต้องสร้างควบคู่กับนวัตกรรม คือความหวัง

ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศอาจมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด มีมหาวิทยาลัย มีโรงพยาบาล มีโครงการ และมีนโยบายมากมาย

แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีความหมาย หากคนธรรมดายังรู้สึกว่าอนาคตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขา

ความหวังในที่นี้ไม่ใช่การพูดให้รู้สึกดีชั่วคราว

แต่คือการมีหลักฐานในชีวิตจริงว่า

เด็กคนหนึ่งยังกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

ครูคนหนึ่งมีเวลาสอนนักเรียนมากขึ้น

คนที่ครอบครัวมีรายได้น้อยยังมีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แรงงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ได้

เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน

ผู้สูงวัยยังมีพื้นที่ใช้ความสามารถ

และคนที่หลุดจากระบบยังมีใครบางคนมองเห็น

.

พี่เชื่อว่า คนไม่ได้ต้องการให้ประเทศแก้ทุกปัญหาในชีวิตให้ทั้งหมด

หลายครั้ง คนเพียงต้องการระบบที่ไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม และมีพื้นที่มากพอให้เขาได้ลอง เติบโต ผิดพลาด และเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เมื่อคนไทยทุกช่วงวัยสามารถมองเห็นอนาคตของตัวเองในประเทศนี้ได้ พวกเขาจะไม่ใช่เพียงตัวเลขประชากรในรายงาน

แต่จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ

.

น้อง ๆ อาจยังไม่จำเป็นต้องรู้ในวันนี้ว่าอนาคตจะต้องเป็นอะไร

ขอเพียงยังเชื่อว่าเราสามารถค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ เติบโต และเก่งขึ้นในแบบของตัวเองได้

ส่วนหน้าที่ของประเทศ สังคม โรงเรียน ครอบครัว และผู้ใหญ่รอบตัว คือการช่วยกันสร้างพื้นที่ที่ทำให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นได้จริง

เพราะการลงทุนที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การสร้างสิ่งที่สูงที่สุด ใหญ่ที่สุด หรือทันสมัยที่สุด

แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งรู้ว่า

ชีวิตของเขายังมีคุณค่า มีโอกาส และมีอนาคตที่รอให้เดินไปถึง

ค่อย ๆ เติบโตไปด้วยกันนะครับ

พี่และ The Study จะคอยเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ปลอดภัย ที่ช่วยทำให้เรื่องยากเข้าใจง่าย และเดินไปพร้อมกับทุกคนเสมอครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ศธ.ยกระดับ ครู-บุคลากร เปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว
สรุปให้! มติ ศธ. ยกระดับชีวิตครู-บุคลากร 7,588 อัตรา ปรับสถานะครูอัตราจ้างเป็น "ลูกจ้างชั่วคราว" ได้สวัสดิการเพิ่ม เงินเดือนพุ่ง อัปเดตปี 2569 ✨
23 พ.ค. 2026
มศว
มศว ขับเคลื่อน SWU Lifelong Learning เปิดพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมรายวิชา Micro-credentials และระบบ Credit Bank
29 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy