ยศชนันท์ ร่วม สจล. ดัน 400 นวัตกรรมจากเวที “KMITL EXPO 2026"

สุดยิ่งใหญ่ 66 ปี สจล. เปิดประตูสู่เทคโนโลยีอนาคตผ่าน 400+ นวัตกรรม ครบ AI–IoT–Quantum–Space–Nuclear– Graphene ชวนสัมผัสของจริงผ่าน 10 Future Pavilions และกว่า 140 กิจกรรม ชวนคนไทยไปสัมผัสโลกอวกาศ “บ้านบนดวงจันทร์ ” ทดลองอนาคตการอยู่อาศัยนอกโลก พร้อมด้วย รถแข่ง Formula 1 ไฟฟ้า ‘Initial Formula KMITL’ ที่คว้าแชมป์ระดับประเทศ และเคยเข้าร่วมการแข่งขันในระดั บนานาชาติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดศักยภาพเทคโนโลยีและนวั ตกรรมไทยรองรับการแข่งขั นในเศรษฐกิจอนาคต ผ่านงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : จากนวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ชีวิ ตที่ยั่งยืน” นำกว่า 400 ผลงานวิจัยและนวัตกรรม จากห้องปฏิบัติการออกสู่พื้นที่ จริง ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์และ IoT เทคโนโลยีควอนตัมและนาโน นิวเคลียร์ อวกาศ กราฟีน เทคโนโลยีสุขภาพ เกษตรและอาหารแห่งอนาคต ไปจนถึง Smart Living พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคอุ ตสาหกรรม ธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี ผ่าน 10 พาวิลเลียนแห่งอนาคต Visual Immersive Experience และ Workshop กว่า 140 กิจกรรม มุ่งเร่งการเปลี่ยนงานวิจัยจาก “องค์ความรู้” สู่ “เทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง” และต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิ จและเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุ ดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องสร้ างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั วใหม่ (New Growth Engine) เพื่อเติมมูลค่ าและโอกาสทางเศรษฐกิจจากฐานศั กยภาพที่มีอยู่ ไม่ใช่เพียงการหมุนเวียนเม็ดเงิ นในระบบเดิม โดยเมื่อเปรียบเทียบกั บนานาประเทศ พบว่า การเพิ่มมูลค่า จากทรั พยากรและศักยภาพของไทยยังมีช่ องว่างในการพัฒนา แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานสำคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ และองค์ความรู้ที่พร้อมต่อยอด ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตจึ งจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมขั้นสู งจากงานวิจัยเชิงลึก โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ นวัตกรรมด้านยา เครื่องมือแพทย์ วัสดุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งเกิดจากการบูรณาการองค์ ความรู้
ในหลากหลายสาขา เพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีและนวั ตกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ซึ่งทิศทาง การแข่งขั นทางเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ ยนจากการแข่งขันด้วยทรั พยากรและกำลังการผลิต ไปสู่การแข่งขันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างนวั ตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ AI ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ Quantum Nuclear และ Space Technology ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้ นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและเป็นตั วกำหนดความสามารถในการแข่งขั นของประเทศในระยะยาว
โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเป็นผู้ใช้ เทคโนโลยี แต่ต้องเพิ่มขี ดความสามารถในการสร้างและพั ฒนาเทคโนโลยีของตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างมู ลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก และสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่ สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยมีฐานด้ านการวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพ โดยข้อมูลจากสำนักงานการวิจั ยแห่งชาติ (วช.) ระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจั ยและพัฒนา (R&D Expenditure) รวมกว่า 168,105 ล้านบาท หรือประมาณ 0.94% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีบุคลากรด้านการวิจัยและพั ฒนาในระบบกว่า 150,081 คน/ปี สะท้อนต้นทุนด้านองค์ความรู้ และทรัพยากรบุคคลที่สามารถต่ อยอดไปสู่ การพัฒนาเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่ งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือการทำให้การลงทุนด้านการวิจั ยสามารถเดินทางต่อ จากระยะ “Research” ไปสู่ “Real Economy” ได้มากขึ้น กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิ เวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกั นตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ ในสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ งานวิจัยขั้นแนวหน้า การสร้างสตาร์ตอัปและการ Spin-off จากมหาวิทยาลัยสู่ Holding Company การทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ จริง โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้มหาวิ ทยาลัย นักวิจัย ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้ใช้ประโยชน์ สามารถเข้ามาเชื่อมต่อกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพั ฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์และสร้ างธุรกิจนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้ างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยรายได้ที่เกิดขึ้นสามารถหมุ นเวียนกลับมาสนับสนุนระบบวิจั ยและพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ผ่ านกลไกต่าง ๆ อาทิ การลงทุน การจัดสรรภาษี หรือกองทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการสร้าง “เม็ดเงินก้อนใหม่” ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันให้นวัตกรรมเชิงลึก (Deep Tech) สามารถเติบโตได้ อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมองตลาดในระดับสากล ไม่สามารถออกแบบมาเพื่อจำกั ดตลาดอยู่แค่ประชากรไทย 60 ล้านคนได้ แต่ต้องสามารถแข่งขั นและตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก ดังนั้น กระบวนการวิจัย การพัฒนา การผลิต และการทดสอบ จึงต้องดำเนินการภายใต้ มาตรฐานระดับโลก โดยเฉพาะมาตรฐานอุตสาหกรรม (Industrial Standards) และมาตรฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Standards) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรั บและการขยายตลาดในอนาคต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมี โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย การทดสอบ และการผลิตที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้ นสูง โดยสถาบันอุดมศึกษาอย่าง สจล. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุ นระบบนิเวศดังกล่าว ทั้งด้านพลังงาน การทดสอบมาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพั ฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่ งอนาคต
“KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ภายใต้แนวคิด “FROM LAB TO LIFE” จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ สะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึ กษาในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติ การไปสู่การใช้งานจริง สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ จากงานวิจัยให้กลายเป็น พลังขั บเคลื่อนประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขั นของประเทศไทยให้ก้าวทันโลก และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิ ตของประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งนวัตกรรมที่นำมาแสดงในงาน สอดคล้องกับนโยบายหลั กของกระทรวง อว.ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ "เศรษฐกิจมูลค่าสูง" ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น การเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรด้ วยเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ควอนตัม และนวัตกรรมอวกาศ โดยการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เข้ามาค้นหาเทคโนโลยีที่ ตอบโจทย์องค์กร เจรจากับเจ้าของผลงานวิจัย และร่วมกำหนดแนวทางต่อยอด ตั้งแต่การทดลองใช้จริง จนถึง การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากสถาบันการศึ กษาและหน่วยงานวิจัย ได้ร่วมลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิ จและแก้ปัญหาให้กับสังคมไทยอย่ างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะแห่ งอนาคต การสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง การยกระดับคุณภาพชีวิ ตของประชาชนให้ก้าวพ้ นความยากจนด้วยการศึกษา ลดช่องว่างทางสังคม และยกระดับประเทศด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม”
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้ าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า งาน “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการสถาปนา สจล. และเป็นการกลับมาจัดงานลาดกระบั งนิทรรศน์ครั้งใหญ่อีกครั้ งในรอบ 30 ปี เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวั ตกรรมกว่า 400 ผลงาน จากคณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษา ผ่าน 10 พาวิลเลียนแห่งอนาคต ครอบคลุมเทคโนโลยีและอุ ตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion) พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) พาวิลเลียนกราฟีน (Graphene Pavilion) พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอิ นเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่ อาศัยอัจฉริยะ (SMART living Pavilion) พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (Space Pavilion) พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตั มและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) พาวิลเลียนนิวเคลียร์ (Nuclear Pavilion) และพาวิลเลียนองค์ความรู้ และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)
โดยมีนวัตกรรมไฮไลต์ อาทิ บ้านบนดวงจันทร์ หรือ Moon Village ต้นแบบที่อยู่อาศัยแห่ งอนาคตสำหรับนักบินอวกาศ ผลงานความร่วมมือระหว่าง สจล. และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology : HIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ศึกษาการออกแบบโครงสร้างพื้ นฐานสำหรับการดำรงชีวิตบนพื้นผิ วดวงจันทร์ ภายในประกอบด้วยระบบควบคุ มสภาพแวดล้อม ระบบผลิตพลังงาน และพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับนักบิ นอวกาศ 2 คน สะท้อนศักยภาพงานวิจั ยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศเพื่อรองรั บการสำรวจอวกาศในอนาคต ภายในงานได้มีการเปิดคลิปวิดี โออวยพรจากนักบินอวกาศภารกิจ เสินโจว-23
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ จู หยางจู้ (Zhu Yangzhu) ผู้บัญชาการภารกิจ จาง จื้อหยวน (Zhang Zhiyuan) และ หลี่ เจียอิ๋ง (Li Jiaying) นักบินอวกาศหญิงจากฮ่ องกงคนแรกที่ปฏิบัติภารกิจจริ งในอวกาศ บันทึกคลิปวีดีโอจากสถานี อวกาศจีน เพื่อร่วมแสดงความยินดีเนื่ องในโอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการสถาปนา สจล. และสะท้อนความร่วมมือด้ านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างไทย–จีน
และรถแข่ง Formula 1 ไฟฟ้า ‘Initial Formula KMITL’ ผลงานนวัตกรรมจากความร่วมมื อของนักศึกษาหลากหลายคณะ ที่รวมองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การออกแบบ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนารถแข่งไฟฟ้าสมรรถนะสู ง จุดเด่นคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออิสระแบบไฟฟ้า ระบบปีกและสปอยเลอร์ปรับค่าได้ แบบเรียลไทม์ และชุดเกียร์ที่ออกแบบและผลิตขึ้ นเอง สะท้อนศักยภาพด้านวิ ศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงของ สจล. ที่คว้าแชมป์ระดับประเทศ และเคยเข้าร่วมการแข่งขันในระดั บนานาชาติ
นอกจาก 10 พาวิลเลียนนวัตกรรมที่เป็ นอนาคตแห่งเศรษฐกิจประเทศไทย ในงาน KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทั้ง อาทิ กิจกรรมเวิร์กช้อปกว่า 140 กิจกรรม เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สั มผัสประสบการณ์เรียนรู้ผ่ านการลงมือทำจริง เพื่อให้น้อง ๆ ได้สำรวจความสนใจ พัฒนาทักษะ และค้นพบตัวตนที่ใช่จากสิ่งที่ ชื่นชอบ และกิจกรรม OPEN HOUSE เปิดบ้าน 14 คณะ 3 วิทยาลัย และ 1 วิทยาเขตของ สจล. ให้นักเรียนและผู้สนใจได้เจาะลึ กหลักสูตรและสาขาวิชา แนวทางการเรียนต่อ เส้นทางอาชีพ และประสบการณ์จากรุ่นพี่ พร้อมรับคำแนะนำในการเตรี ยมความพร้อมสู่การเป็นนักศึกษา สจล.
KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ไม่ใช่เพียงเวทีแสดงผลงานวิจั ยและนวัตกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้เห็น “Technology Pipeline” ของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นทางขององค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงโอกาสในการนำไปใช้จริง เพื่อร่วมผลักดั นประเทศไทยจากฐานเศรษฐกิจที่ใช้ เทคโนโลยี ไปสู่เศรษฐกิจที่สามารถ “สร้างเทคโนโลยี” และสร้างมูลค่าจากนวั ตกรรมของตนเองได้มากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา KMITL EXPO ได้รับความสนใจจากทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ นักเรียนนักศึกษา และผู้สนใจนวัตกรรมกว่า 50,000 คน โดยการจัดงานในปีนี้ยังได้รั บการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย กลุ่มธุรกิจ TCP และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอี ยดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่ วมงานได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th


