แชร์

ลูกยังไม่รู้จะเรียนอะไร? 5 วิธีที่พ่อแม่ช่วยได้โดยไม่กดดัน

อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ย. 2026
8 ผู้เข้าชม
เรียนอะไร

เมื่อลูกตอบว่า “ยังไม่รู้จะเรียนอะไร” พ่อแม่ควรช่วยอย่างไรให้ลูกค้นพบตัวเอง...โดยไม่กดดัน?

"เรียนต่อคณะอะไรดีลูก?" หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามลูกเมื่อถึงช่วงวัย ม.ปลาย แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาหลายครั้งอาจมีเพียงคำว่า "ยังไม่รู้เหมือนกัน..." หรือ "อะไรก็ได้..."

คำตอบเหล่านี้อาจสร้างความกังวลใจให้ผู้ปกครองไม่น้อย เพราะมองว่าการเลือกคณะคือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทว่าในมุมมองของจิตวิทยาวัยรุ่น การที่เด็กยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณว่าเขากำลังต้องการพื้นที่ปลอดภัย ข้อมูล และประสบการณ์เพิ่มเติมในการสำรวจตัวเอง

ในฐานะพ่อแม่ เราสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้เลือกทางเดินให้" มาเป็น "ผู้ช่วยและเพื่อนคู่คิด" ได้ผ่าน 5 แนวทางที่จะช่วยให้ลูกค้นพบเป้าหมายโดยไม่รู้สึกกดดัน ดังนี้ครับ

1. ปรับบทบาทจาก "ผู้กำหนด" เป็น "ผู้รับฟังและสังเกต"

หลีกเลี่ยงการใช้คำถามปลายปิดที่เร่งเอาคำตอบ เช่น "สรุปจะเรียนหมอหรือวิศวะ?" หรือประโยคที่ปิดกั้นความรู้สึก เช่น "เรียนคณะนี้ไปแล้วจะทำอะไรกิน?"

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

  • ฟังโดยไม่เพิ่งตัดสิน: ปล่อยให้ลูกได้พูดถึงสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ หรือความกังวล โดยยังไม่ต้องรีบยัดเยียดความเห็นของตนเอง
  • เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรม: สังเกตว่าเวลาว่างลูกชอบทำอะไร วิชาไหนที่ทำได้เพลินๆ โดยไม่ต้องบังคับ หรือทักษะไหนที่ลูกมักแสดงออกได้ดี (เช่น ชอบวางแผน ชอบแก้ปัญหา ชอบวาดรูป หรือชอบพูดคุยกับคน) สิ่งเหล่านี้คือเบาะแสแรกในการค้นหาตัวตน

2. ตั้งคำถามเปิดใจ ชวนค้นหา "สิ่งที่ชอบ" และ "สิ่งที่ไม่ชอบ"

เด็กบางคนอาจยังตอบไม่ได้ทันทีว่าอยากเป็นอะไร แต่สามารถระบุได้ง่ายกว่าว่า "ชอบอะไร" หรือ "ไม่ชอบอะไร" การตัดตัวเลือกที่ไม่ชอบออก ก็ช่วยให้ขอบเขตการค้นหาแคบลงได้พอๆ กับการตามหาสิ่งที่ชอบ

ตัวอย่างชุดคำถามชวนคุย

  • "วิชาไหนในโรงเรียนที่ลูกรู้สึกว่าเรียนแล้วโอเคที่สุด?"
  • "ถ้าให้เลือกทำกิจกรรมอย่างหนึ่งโดยไม่มีเรื่องเกรดเข้ามาเกี่ยว ลูกอยากลองทำอะไร?"
  • "ลูกชอบทำงานที่ได้อยู่กับคน ข้อมูล เทคโนโลยี หรือความคิดสร้างสรรค์มากกว่ากัน?"

3. สนับสนุนให้ลูกออกไป "ทดลองจริง" นอกห้องเรียน

การนั่งคิดอยู่แต่ในห้องไม่สามารถทำให้เด็กเห็นภาพอาชีพจริงได้ การเพิ่มประสบการณ์ตรงจะช่วยให้ลูกตอบตัวเองได้เร็วขึ้น

สิ่งที่พ่อแม่ช่วยสนับสนุนได้

  • พาไปงาน Open House: พาลูกไปเดินชมบรรยากาศคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย
  • สนับสนุนการเข้าค่ายค้นหาตัวเอง (Camp & Workshop): เช่น ค่ายวิศวะ ค่ายหมอ ค่ายบริหาร หรือกิจกรรมเวิร์กช็อปสายศิลปะ
  • ชวนคุยกับคนทำงานจริง: หากผู้ปกครองมีเพื่อนหรือคนรู้จักในสายอาชีพที่ลูกเริ่มสนใจ ลองชวนลูกไปนั่งคุยเพื่อสอบถามถึงลักษณะงานจริง ปัญหาที่ต้องเจอ และข้อดี-ข้อเสียของสายงานนั้น

4. ช่วยค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจริงอย่างเป็นระบบ

เมื่อลูกเริ่มมีตัวเลือกคณะในใจประมาณ 2–3 ทางเลือก หน้าที่สำคัญของพ่อแม่คือการช่วยลูก "หาข้อมูลเชิงลึก" เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

เนื้อหาหลักสูตร: คณะนี้ตลอด 4 ปีต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง (ไม่ใช่ดูแค่ชื่อคณะ)

เกณฑ์การรับสมัคร (TCAS): ต้องใช้คะแนนวิชาอะไรบ้าง เช่น TGAT, TPAT หรือ A-Level

แนวโน้มตลาดแรงงานและทางเลือกอาชีพ: จบไปแล้วทำงานในสายงานใดได้บ้าง

วางแผนค่าใช้จ่ายอย่างตรงไปตรงมา: คุยเรื่องค่าเทอมและค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรให้ลูกฟังอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อให้ลูกเข้าใจข้อจำกัดของครอบครัวโดยไม่รู้สึกผิด

5. เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่ยอมรับความผิดพลาดได้

ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของเด็ก ม.ปลาย คือ "กลัวเลือกผิดแล้วทำให้พ่อแม่ผิดหวัง" หากบรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความคาดหวัง เด็กจะยิ่งเกร็งและไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย

พ่อแม่ควรให้ความมั่นใจกับลูกว่า การค้นหาตัวเองเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และหากเลือกเรียนไปแล้วพบว่ายังไม่ใช่ ในอนาคตก็ยังมีทางออกในการปรับเปลี่ยนเส้นทางเสมอ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะเติบโตและเป็นเจ้าของการตัดสินใจของตนเอง

การเดินทางที่พ่อแม่เดินไป "ข้างๆ" ไม่ใช่ "เดินนำหน้า"

อนาคตของการศึกษาและโลกอาชีพในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก อาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในขณะที่หลายอาชีพเริ่มลดบทบาทลง สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่มอบให้ลูกได้ จึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปว่า "ต้องเรียนอะไร" แต่คือ "กระบวนการเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองและการสนับสนุนที่ไร้เงื่อนไข"

หากผู้ปกครองและน้องๆ กำลังมองหาเข็มทิศในการวางแผนการเรียน ตรวจสอบเกณฑ์ TCAS หรือค้นหาคอร์สเสริมทักษะเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย สามารถติดตามข้อมูลและขอคำปรึกษาได้ที่ The Study ครับ

อ้างอิงข้อมูล (References)

  • Line Today / บทความจิตวิทยาครอบครัว: ลูกยังไม่รู้ตัวเองอยากเรียนอะไร พ่อแม่ช่วยได้อย่างไร โดยไม่กดดัน
  • กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน: ระบบให้บริการส่งเสริมการมีงานทำ และแบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ
  • Mappa Learning: คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการช่วยลูกค้นหาคณะและวางแผนการศึกษา

บทความที่เกี่ยวข้อง
จิตวิทยา
วิกฤตสุขภาพจิตเด็กไทย เมื่อนักเรียนกว่า 51% เครียดหนัก แต่นักจิตวิทยาโรงเรียนมีเฉลี่ยเพียง 1 คน/จังหวัด ทำไมการศึกษาไทยจึงต้องรีบสร้าง "นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน
25 ส.ค. 2026
Bully-Gaslighting
Bully และ Gaslighting คืออะไร? ชวนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของสองศัพท์จิตวิทยายอดฮิต แยกให้ออกระหว่างพฤติกรรมทำร้ายทางจิตใจกับความขัดแย้งทั่วไป
15 ก.ย. 2026
ทำไมเราถึงกล้าพูดแรงใส่คนในบ้าน มากกว่าคนข้างนอก?
ทำไมเราถึงกล้าพูดแรงใส่คนในบ้านมากกว่าคนข้างนอก? เจาะลึกจิตวิทยาเข้าใจว่าความสนิทไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายไม่เจ็บ พร้อม 3 วิธีหยุดอารมณ์ก่อนตอบโต้ เช็กเลย
29 ส.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy