Bully และ Gaslighting เมื่อศัพท์ถูกใช้ผิดจนความหมายเปลี่ยนไป

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินประโยคอย่าง “อย่ามาบูลลี่ฉันนะ” หรือ “นี่เธอกำลัง Gaslight ฉันอยู่หรือเปล่า?” บ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์
คำศัพท์ทางจิตวิทยาที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในหนังสือ งานวิจัย หรือห้องบำบัด กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาประจำวันอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระแส Pop Psychology หรือการนำแนวคิดทางจิตวิทยามาอธิบายในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
ในแง่หนึ่ง นี่ถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ผู้คนเริ่มสนใจสุขภาพจิต เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ และสามารถเรียกชื่อพฤติกรรมบางอย่างที่ครั้งหนึ่งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อศัพท์เหล่านั้นถูกหยิบมาใช้กว้างเกินความหมายเดิม
การถูกวิจารณ์อาจกลายเป็น “บูลลี่” ความเห็นไม่ตรงกันอาจถูกเรียกว่า “Gaslighting” การตั้งขอบเขตกลายเป็น “Toxic” และบางครั้งเพียงแค่อีกฝ่ายตอบในแบบที่เราไม่ชอบ ก็อาจถูกติดป้ายด้วยศัพท์ทางจิตวิทยาทันที
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลิกใช้ศัพท์เหล่านี้หรือไม่ แต่คือ เราเข้าใจความหมายของมันมากพอหรือยัง
Bully คืออะไร? ไม่ใช่ทุกคำพูดที่ทำให้เราไม่พอใจจะเรียกว่า “บูลลี่”
ลองจินตนาการว่านักเรียนคนหนึ่งถูกเพื่อนกลุ่มเดิมล้อเลียนเรื่องรูปร่างทุกวัน ถูกตั้งฉายา ถูกกันออกจากกลุ่ม และเมื่อพยายามตอบโต้ก็ยิ่งถูกคนจำนวนมากรุมกดดัน
สถานการณ์ลักษณะนี้แตกต่างจากการที่เพื่อนสองคนทะเลาะกันครั้งหนึ่งอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของ Bullying หรือการบูลลี่ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า “มีใครบางคนรู้สึกเจ็บปวด” แต่โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ทั้งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ การสร้างความเจ็บปวดหรือความเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่สมดุลทางอำนาจ หรือ Power Imbalance
อำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แต่อาจเป็นความแข็งแรงทางร่างกาย อายุ จำนวนคน สถานะทางสังคม ความนิยมในกลุ่ม หรืออำนาจบางอย่างที่ทำให้คนหนึ่งอยู่ในสถานะเสียเปรียบและตอบโต้ได้ยากกว่า
ตัวอย่างจึงอาจเป็นการล้อปมด้อยของคนเดิมซ้ำๆ การตั้งกลุ่มแกล้งเพื่อนคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง การเผยแพร่เรื่องน่าอับอายเพื่อทำลายชื่อเสียง หรือการกีดกันคนออกจากสังคมอย่างเป็นระบบ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคำว่า “บูลลี่” ถูกขยายไปใช้กับแทบทุกเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สบายใจ
เพื่อนเห็นต่างจากเรา จึงกลายเป็นบูลลี่
หัวหน้าวิจารณ์ผลงาน จึงกลายเป็นบูลลี่
ครูตักเตือนเรื่องการทำผิดกฎ จึงกลายเป็นบูลลี่
หรือแม้แต่การโต้เถียงกันระหว่างคนสองคนที่มีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน ก็อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้คำนี้ขึ้นมาเพียงเพราะรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
ความรู้สึกไม่สบายใจนั้นอาจเป็นเรื่องจริง และคำพูดของอีกฝ่ายก็อาจไม่เหมาะสมจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเหตุการณ์จะต้องถูกจัดอยู่ในความหมายของ Bullying เสมอไป
บางอย่างอาจเป็นเพียง “คำพูดไม่ให้เกียรติ”
บางอย่างอาจเป็น “การล้อแรงเกินไป”
บางอย่างอาจเป็น “ความขัดแย้ง”
และบางอย่างอาจเป็น “การวิจารณ์ที่เราไม่อยากได้ยิน”
การใช้คำให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของใครมีค่าน้อยลง แต่กลับทำให้เราสามารถอธิบายปัญหาได้แม่นยำกว่าเดิม
แล้ว Gaslighting คืออะไร? การจำไม่ตรงกันไม่ได้แปลว่ากำลังถูกแก๊สไลต์
อีกคำหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยไม่แพ้กันคือ Gaslighting
คำนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากเรื่อง Gaslight ซึ่งเล่าเรื่องการที่คนคนหนึ่งค่อยๆ บิดเบือนสิ่งรอบตัว เพื่อทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความทรงจำและการรับรู้ของตนเอง
แนวคิดสำคัญของ Gaslighting จึงไม่ใช่เพียง “อีกฝ่ายโกหกเรา” หรือ “อีกฝ่ายจำเหตุการณ์ไม่เหมือนเรา”
แต่มันเกี่ยวข้องกับรูปแบบของการบิดเบือนความจริงซ้ำๆ จนอีกฝ่ายเริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ตัวเองจำ เห็น หรือรู้สึกนั้นเชื่อถือได้หรือไม่
ลองนึกภาพว่าใครสักคนแอบย้ายสิ่งของในบ้านอยู่เรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่เจ้าของบ้านถาม กลับยืนยันว่า “เธอจำผิดอีกแล้ว” พร้อมพูดซ้ำๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นคนขี้ลืม จนวันหนึ่งคนคนนั้นเริ่มสงสัยจริงๆ ว่าตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับความจำหรือไม่
นี่แตกต่างจากสถานการณ์ธรรมดาที่คนสองคนจำบทสนทนาไม่ตรงกันมาก
สมมติเราพูดว่า
“วันนั้นเธอพูดแบบนี้กับฉัน”
อีกฝ่ายตอบว่า
“เราไม่คิดว่าเราพูดแบบนั้นนะ เราจำอีกแบบหนึ่ง”
เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าอีกฝ่ายกำลัง Gaslight เรา เพราะมนุษย์สามารถจำเหตุการณ์ต่างกันได้จริง ความทรงจำไม่ใช่ไฟล์วิดีโอที่บันทึกทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์
เช่นเดียวกับประโยคอย่าง “ผมไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น” หรือ “ฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยพูดคำนั้น” สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงความเห็นที่ต่างกัน การตีความต่างกัน หรือการหลงลืมตามธรรมชาติ
สิ่งที่ควรระวังคือรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น อีกฝ่ายบิดเบือนเหตุการณ์ซ้ำๆ ปฏิเสธสิ่งที่เคยเกิดขึ้นทั้งที่รู้ว่าเกิดขึ้นจริง หรือพยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่าตัวเอง “คิดไปเอง” “จำอะไรไม่ได้เรื่อง” หรือ “มีปัญหาทางสติ” เพื่อให้ไม่สามารถเชื่อมั่นในการรับรู้ของตัวเองได้
ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากความเห็นไม่ตรงกันทุกครั้งถูกเรียกว่า Gaslighting สุดท้ายเราจะไม่มีภาษาเหลือสำหรับแยกระหว่าง “ความขัดแย้งธรรมดา” กับ “การควบคุมและบิดเบือนทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง”
เมื่อ Pop Psychology ทำให้ทุกความขัดแย้งกลายเป็นเรื่องทางจิตวิทยา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่รู้จักศัพท์จิตวิทยามากขึ้น ตรงกันข้าม การที่ผู้คนเริ่มเข้าใจเรื่อง Boundary, Trauma, Toxic Relationship หรือ Emotional Abuse มากขึ้นถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือปรากฏการณ์ที่บางครั้งเรียกว่า Therapy Speak หรือการนำภาษาจากพื้นที่บำบัดและจิตวิทยามาใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เข้าใจบริบทเต็มๆ
จากเดิมที่ภาษาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้เราอธิบายประสบการณ์ที่ซับซ้อน มันอาจค่อยๆ กลายเป็นเครื่องมือสำหรับติดป้ายคนอื่น
แทนที่จะพูดว่า “สิ่งที่คุณพูดทำให้ผมรู้สึกไม่ดี”
เราอาจพูดว่า “คุณกำลังบูลลี่ผม”
แทนที่จะพูดว่า “เราจำเรื่องนี้ไม่ตรงกัน”
เราอาจพูดว่า “อย่ามา Gaslight ฉัน”
ทันทีที่คำทางจิตวิทยาถูกใช้เป็นคำตัดสิน คู่สนทนาอาจถูกจัดให้อยู่ในบทบาท “ผู้กระทำ” ส่วนตัวเรากลายเป็น “ผู้ถูกกระทำ” โดยอัตโนมัติ
จากนั้นพื้นที่สำหรับการพูดคุยก็หายไป เพราะใครจะอยากโต้แย้งต่อเมื่อทุกคำตอบอาจถูกใช้ยืนยันว่าเขากำลังทำร้ายจิตใจเราอยู่?
การใช้คำว่า Bully และ Gaslighting ผิด มีผลมากกว่าแค่เรื่องภาษา
บางคนอาจมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงการใช้ศัพท์ไม่ตรงความหมาย แต่ผลกระทบอาจไปไกลกว่านั้น
ประการแรก เมื่อคำที่เคยใช้บรรยายพฤติกรรมรุนแรงถูกนำมาใช้กับเหตุการณ์ทั่วไปอยู่ตลอด ความหมายของคำอาจค่อยๆ เบาบางลง
หากทุกการวิจารณ์คือการบูลลี่ แล้วเราจะอธิบายสถานการณ์ของเด็กที่ถูกกลุ่มเพื่อนรังแกอย่างต่อเนื่องว่าอย่างไร?
หากทุกการจำไม่ตรงกันคือ Gaslighting แล้วเราจะอธิบายประสบการณ์ของคนที่ถูกคู่รักบิดเบือนความจริงจนไม่กล้าเชื่อความทรงจำของตัวเองอย่างไร?
ผู้ที่กำลังเผชิญกับการทำร้ายทางจิตใจจริงๆ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งกรณีของ “ดราม่า” ทั้งที่ระดับความรุนแรงแตกต่างกันอย่างมาก
ประการต่อมาคือศัพท์จิตวิทยาสามารถถูกนำมาใช้เป็น อาวุธในการสนทนา
คำว่า “อย่า Gaslight ฉัน” อาจถูกใช้เพื่อหยุดไม่ให้อีกฝ่ายอธิบายมุมมองของตัวเอง
คำว่า “คุณกำลังบูลลี่ฉัน” อาจถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ที่สมเหตุสมผล
เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษาที่ควรช่วยให้เราเข้าใจกันกลับกลายเป็นเครื่องมือสำหรับเอาชนะกัน
ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์จะมีแค่ “ผู้กระทำ” และ “เหยื่อ”
อีกผลกระทบหนึ่งที่อาจมองไม่เห็นคือ เมื่อเราคุ้นเคยกับการตีความความสัมพันธ์ผ่านศัพท์ทางจิตวิทยามากเกินไป เราอาจเริ่มมองทุกความขัดแย้งในรูปแบบขาวกับดำ
คนหนึ่งต้องเป็น Toxic อีกคนต้องเป็น Victim
คนหนึ่งต้องเป็น Narcissist อีกคนต้องเป็นผู้ถูก Manipulate
แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
บางครั้งคนสองคนต่างพูดไม่ดีใส่กัน
บางครั้งเราจำผิด
บางครั้งอีกฝ่ายก็จำผิด
บางครั้งเราตีความเจตนาของเขารุนแรงกว่าที่เขาตั้งใจ
และบางครั้งเราก็เป็นฝ่ายทำผิดจริงๆ
การยอมรับความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนต่อพฤติกรรมที่ทำร้ายเรา แต่หมายความว่าเราควรแยกให้ออกระหว่าง “การถูกทำร้าย” กับ “ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น”
เพราะการมีสุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ไม่มีใครขัดใจเราเลย แต่รวมถึงความสามารถในการจัดการความเห็นต่าง ความผิดหวัง ความขัดแย้ง และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเหมาะสมด้วย
บางครั้งพูดตรงๆ อาจดีกว่าใช้ศัพท์จิตวิทยา
หากรู้สึกว่าอีกฝ่ายทำบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เราไม่จำเป็นต้องหาคำวินิจฉัยให้เขาเสมอไป
แทนที่จะพูดว่า
“เธออย่ามา Gaslight ฉันนะ”
เราอาจพูดว่า
“เราจำเหตุการณ์นี้ไม่เหมือนกัน ลองกลับมาไล่เรียงกันว่าเกิดอะไรขึ้นดีกว่า”
หรือแทนที่จะพูดว่า
“เขากำลัง Bully ฉัน”
หากเหตุการณ์นั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นการรังแกต่อเนื่อง เราอาจอธิบายให้ตรงกว่าเดิมว่า
“คำพูดแบบนี้ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกให้เกียรติ และเราไม่โอเคถ้าจะพูดกับเราลักษณะนี้”
ข้อดีคืออีกฝ่ายรู้ทันทีว่า “พฤติกรรมไหน” คือปัญหา
เพราะบางครั้งการบอกคนอื่นว่าเขาเป็น Toxic, Bully หรือ Gaslighter ไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจว่าต้องเปลี่ยนอะไร แต่การบอกอย่างเฉพาะเจาะจงว่า “เมื่อคุณพูดแบบนี้ ฉันรู้สึกอย่างไร และอยากให้เปลี่ยนอะไร” อาจเปิดทางให้เกิดการสื่อสารได้มากกว่า
ศัพท์จิตวิทยาควรเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจ ไม่ใช่เครื่องมือตัดสินคน
เราไม่จำเป็นต้องเลิกใช้คำว่า Bully หรือ Gaslighting
คำเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะมันช่วยให้ผู้คนสามารถเรียกชื่อประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งอาจอธิบายไม่ได้ และช่วยให้ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์หรือสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่ยิ่งคำเหล่านี้มีพลังมากเท่าไร เรายิ่งต้องใช้มันอย่างระมัดระวังมากเท่านั้น
ก่อนเรียกพฤติกรรมหนึ่งว่า Bullying อาจลองถามว่า พฤติกรรมนี้เกิดซ้ำหรือไม่ มีความไม่สมดุลทางอำนาจหรือไม่ และอีกฝ่ายอยู่ในสถานะที่ตอบโต้ได้ยากหรือไม่
ก่อนเรียกสิ่งหนึ่งว่า Gaslighting อาจลองถามว่า นี่เป็นเพียงความทรงจำหรือมุมมองที่ไม่ตรงกัน หรือมีรูปแบบของการบิดเบือนความจริงซ้ำๆ จนทำให้เราสงสัยในการรับรู้ของตัวเองจริงๆ
เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาไม่ควรเป็นการมีศัพท์เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ตัดสินคนอื่น
แต่ควรเป็นการมีภาษาที่แม่นยำขึ้น เพื่อเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง และสื่อสารกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ดีขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว คำศัพท์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
สิ่งสำคัญกว่าคือ เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และเราจะจัดการกับมันอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร
เพราะไม่ใช่ทุกคำพูดที่ทำให้เจ็บใจคือ “Bully”
และไม่ใช่ทุกครั้งที่คนสองคนจำเรื่องไม่ตรงกันคือ “Gaslighting”
แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง เราก็ควรเรียกมันด้วยชื่อที่ถูกต้องเช่นกัน
แหล่งข้อมูลประกอบ
แนวคิดเรื่อง Bullying อ้างอิงจากงานศึกษาของ Dan Olweus โดยเฉพาะ Bullying at School: What We Know and What We Can Do ซึ่งเป็นหนึ่งในงานสำคัญด้านการศึกษาพฤติกรรมการรังแกในโรงเรียน
แนวคิดเรื่อง Gaslighting ประกอบจากงานของ Robin Stern ในหนังสือ The Gaslight Effect: How to Spot and Survive the Hidden Manipulation Others Use to Control Your Life รวมถึงนิยามและแนวคิดด้านความสัมพันธ์และพฤติกรรมทางจิตวิทยาที่ใช้ในการศึกษาร่วมสมัย


