10 เรื่องอยากให้รู้ ก่อนเลือกเรียน "คณะแพทยศาสตร์"

10 เรื่องอยากให้รู้ ก่อนเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์
สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน! ต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์ “10 เรื่องอยากให้รู้ ก่อนเลือกเรียน” จาก The Study วันนี้พี่จะพามาเจาะลึกหนึ่งในคณะยอดฮิตที่เด็กสายวิทย์หลายคนใฝ่ฝัน นั่นก็คือ “คณะแพทยศาสตร์”
เวลาพูดถึงการเรียนหมอ หลายคนอาจจะนึกถึงภาพชุดกาวน์สีขาวเท่ๆ การช่วยเหลือผู้คน หรืออาชีพที่มั่นคง แต่ก่อนที่เราจะก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ พี่อยากชวนน้องๆ มานั่งคุยกันแบบสบายๆ เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของการเรียนแพทย์ในชีวิตจริง ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต และอนาคตการทำงาน เพื่อให้น้องๆ ได้ถามใจตัวเองอีกครั้งว่าเส้นทางนี้คือ “ทางที่ใช่” สำหรับเราจริงๆ หรือเปล่า ไปดูกันเลยครับ!
1. สมรภูมิสอบเข้าที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
การสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่การสอบข้อเขียนทั่วไปแล้วนะครับ ระบบ TCAS ในยุคนี้เปิดโอกาสหลายรอบมาก โดยเฉพาะรอบ 1 (Portfolio) ที่กำลังมาแรง ซึ่งปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยเริ่มใช้คะแนนสอบความถนัดเฉพาะทางอย่าง TBAT หรือ BMAT เข้ามาเป็นเกณฑ์พิจารณาร่วมกับแฟ้มสะสมผลงาน ส่วนใครที่เล็งรอบ 3 (Admission) ก็ต้องเตรียมตัวสอบ A-Level และ TPAT1 (วิชาเฉพาะ กสพท) ให้แม่นยำ การวางแผนอ่านหนังสือ ทำโจทย์ และวิเคราะห์น้ำหนักคะแนนตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญเลยครับ
2. ปี 1-3 (ชั้นพรีคลินิก) คือมหกรรมแห่งการท่องจำ
ถ้าคิดว่าตอน ม.ปลาย อ่านหนังสือหนักแล้ว พี่ขอบอกว่าการเรียนในชั้นพรีคลินิก (ปี 1-3) จะยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น! น้องๆ จะได้เรียนวิชาพื้นฐานการแพทย์ เช่น กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ชีวเคมี (Biochemistry) และสรีรวิทยา (Physiology) เนื้อหาจะเยอะและลึกมาก การสอบจะมาแบบรัวๆ แทบทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ทักษะที่น้องๆ ต้องมีคือ "การบริหารเวลา" และ "การจัดลำดับความสำคัญ" เพราะเราไม่สามารถอัดหนังสือรวดเดียวคืนก่อนสอบได้อีกต่อไป
3. ปี 4-6 (ชั้นคลินิก) เมื่อโรงพยาบาลคือห้องเรียน
พอขึ้นปี 4 น้องๆ จะได้สวมเสื้อกาวน์สั้นและขึ้นไปเรียนรู้บนหอผู้ป่วยจริง (วอร์ด) การเรียนจะเปลี่ยนจากการนั่งฟังเลกเชอร์มาเป็นการดูแลผู้ป่วยร่วมกับอาจารย์หมอและพี่ๆ พยาบาล ช่วงเวลานี้น้องจะได้ฝึกซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทำหัตถการเบื้องต้น สิ่งที่ต้องเตรียมใจคือ "การอยู่เวร" ที่อาจทำให้น้องๆ อดนอนและพักผ่อนไม่เป็นเวลา แต่แลกมากับประสบการณ์วิชาชีพที่ประเมินค่าไม่ได้เลยครับ
4. "Soft Skill" สำคัญไม่แพ้ความรู้ในตำรา
การเป็นหมอที่เก่ง ไม่ได้แปลว่าต้องสอบได้ที่ 1 เสมอไป ทักษะที่สำคัญมากๆ ในชีวิตจริงคือ การสื่อสาร (Communication) และ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) น้องๆ จะต้องรู้วิธีแจ้งข่าวร้ายแก่ญาติผู้ป่วย รู้วิธีอธิบายศัพท์ทางการแพทย์ยากๆ ให้คุณตาคุณยายเข้าใจได้ง่ายๆ รวมถึงการทำงานเป็นทีมร่วมกับพยาบาล เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ด้วย
5. ความเครียดคือเพื่อนร่วมทาง (ที่ต้องรับมือให้เป็น)
ด้วยปริมาณเนื้อหาที่ต้องเรียน ประกอบกับความคาดหวัง และการต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยหรือความสูญเสียของผู้ป่วย ทำให้ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ถ้าน้องตัดสินใจเรียนแพทย์ พี่อยากให้ฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง หาพื้นที่สบายใจ หากิจกรรมผ่อนคลาย และจำไว้เสมอว่า "การขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์" เมื่อเรารู้สึกไม่ไหว เป็นเรื่องปกติและควรทำอย่างยิ่งครับ
6. เรียนจบ 6 ปี เป็นแค่จุดเริ่มต้น!
หลายคนคิดว่าเรียนจบ 6 ปีแล้วคือจบกัน แต่ในวงการแพทย์ การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดครับ หลังจากจบ ป.ตรี (แพทยศาสตรบัณฑิต) น้องๆ จะต้องไปเป็นแพทย์ใช้ทุน (Intern) และถ้าอยากเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็ต้องกลับมาเรียนต่อเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Resident) อีก 3-5 ปี นี่ยังไม่นับรวมการต้องอัปเดตความรู้ทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปทุกปีตลอดชีวิตการทำงานด้วยนะ
7. ชีวิตแพทย์จบใหม่ (Intern) กับความรับผิดชอบที่แท้จริง
ชีวิตการเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ หรือ Intern ในโรงพยาบาลรัฐ คือช่วงเวลาที่น้องๆ จะได้ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาดูแลผู้ป่วยจริงอย่างเต็มตัว มันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ได้ฝึกความอดทน และได้เรียนรู้ระบบสาธารณสุขของจริง แม้งานจะหนักและเวลาพักผ่อนจะน้อยลง แต่ประสบการณ์จากช่วง Intern จะหล่อหลอมให้น้องกลายเป็นแพทย์ที่แข็งแกร่งครับ
8. เส้นทางอาชีพไม่ได้มีแค่การเป็นหมอผ่าตัด
บางคนอาจจะกลัวเลือด หรือไม่อยากทำงานบนวอร์ดฉุกเฉินตลอดไป ไม่ต้องกังวลครับ! เพราะสาขาเฉพาะทางของการแพทย์นั้นกว้างมาก น้องสามารถเลือกเรียนต่อด้านผิวหนัง (สกิน) จิตเวชศาสตร์ รังสีวิทยา หรือแม้กระทั่งผันตัวไปเป็นอาจารย์แพทย์ นักวิจัย หรือผู้บริหารโรงพยาบาลก็ได้ อาชีพนี้มีความหลากหลายพอที่จะรองรับไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันได้ครับ
9. เตรียมพร้อมเรื่อง "ต้นทุนการศึกษา"
นอกจากความพยายามแล้ว ค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องวางแผนครับ ค่าเทอมของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยรัฐบาลจะได้รับการอุดหนุนบางส่วน แต่ถ้าเป็นหลักสูตรนานาชาติ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน ค่าเทอมจะค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน (iPad ถือเป็นไอเทมสามัญประจำคณะไปแล้ว) และค่าเครื่องมือแพทย์เบื้องต้นที่ต้องใช้ตอนขึ้นชั้นคลินิก
10. สุดท้าย... ถามตัวเองให้ชัดว่า "เราชอบจริงๆ หรือเปล่า?"
ก่อนจะกดยืนยันสิทธิ์ในระบบ TCAS พี่อยากให้น้องๆ ลองถามตัวเองลึกๆ ว่า เราอยากเรียนแพทย์เพราะอยากดูแลคนไข้ รักในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเราแค่เลือกเพราะค่านิยม ครอบครัวอยากให้เป็น หรือเพราะคะแนนเราถึง? ไม่มีคำตอบไหนผิดครับ แต่การมี "Passion" และ "ความเข้าใจในเนื้องานจริงๆ" จะเป็นเกราะป้องกันและเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ที่ทำให้น้องๆ เดินบนเส้นทางยาวไกลนี้ได้อย่างมีความสุข

การเรียนแพทย์เป็นเส้นทางที่ท้าทาย ต้องใช้ความเสียสละและความอดทนสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นอาชีพที่สร้างคุณค่าและต่อลมหายใจให้กับผู้คนได้มากมาย The Study ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ และหวังว่าบทความ "10 เรื่องอยากให้รู้ ก่อนเลือกเรียน" ในวันนี้ จะทำให้น้องๆ เห็นภาพรวมและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจนะครับ!
อ้างอิง (References)
- [1] ข้อมูลอัปเดตเกณฑ์การสอบเข้าและคะแนน A-Level / TBAT จากประสบการณ์การเตรียมสอบของนักเรียน (ผ่านช่องทางแนะแนวการศึกษา TCAS ปีล่าสุด)
- [2] รีวิวการเตรียมตัวและการปรับตัวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาพื้นฐานการแพทย์ (Cell Biology & Biochemistry)
- [3] ประสบการณ์จริงจากแพทยสภาและคำแนะนำในการเรียนรู้ระดับชั้นคลินิก (ปี 4-6) และชีวิตแพทย์ใช้ทุน (Internship) จากระบบสาธารณสุขไทย


