เจาะลึก อาชีพในวงการ ข้าราชการ เปิดสายงาน–สอบ–เงินเดือน

พูดถึงคำว่า “ข้าราชการ” น้อง ๆ นึกถึงอะไร?
นั่งโต๊ะทำเอกสารตั้งแต่เช้าถึงเย็น? ทำงานอยู่ในกระทรวง? ใส่ชุดกากีทุกวัน? หรือเรียนจบแล้วต้องไปสอบ ก.พ.?
จริง ๆ แล้ว “ข้าราชการ” กว้างกว่านั้นมาก เพราะภายในระบบราชการมีตั้งแต่หมอ พยาบาล วิศวกร นักกฎหมาย นักการทูต นักไอที นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาชุมชน นักวิชาการด้านต่าง ๆ ไปจนถึงครู ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา และอัยการ ซึ่งแต่ละสายมีเส้นทางเรียน คุณสมบัติ และวิธีเข้าสู่อาชีพแตกต่างกัน
วันนี้ Study JobMaps เลยอยากชวนน้องมาเปิดแผนที่ “อาชีพในวงการข้าราชการ” ตั้งแต่ข้าราชการคือใคร มีงานแบบไหน ต้องเรียนอะไร สอบอะไร เงินเดือนประมาณเท่าไร และชีวิตการทำงานจริงมีเรื่องอะไรที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ทำงานให้รัฐ” ไม่ได้แปลว่าเป็นข้าราชการทุกคน
นี่เป็นจุดที่หลายคนสับสนมากที่สุด
ในหน่วยงานภาครัฐสามารถมีคนทำงานหลายสถานะอยู่ในองค์กรเดียวกันได้ เช่น ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานองค์การมหาชน หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีระบบการจ้าง เงินเดือน สวัสดิการ และความมั่นคงต่างกัน รายงานกำลังคนภาครัฐของสำนักงาน ก.พ. ก็จำแนกบุคลากรเหล่านี้ออกจากกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือ “พนักงานราชการ” ไม่ใช่ “ข้าราชการ” พนักงานราชการอยู่ภายใต้ระบบสัญญาจ้าง โดยสำนักงาน ก.พ. ระบุว่าสัญญาอาจมีระยะเวลาตามความเหมาะสมของงาน แต่หนึ่งสัญญาต้องไม่เกิน 4 ปี และเมื่อหมดสัญญาหากหน่วยงานยังต้องการจ้างต่อก็ต้องดำเนินการทำสัญญาใหม่ตามหลักเกณฑ์
เพราะฉะนั้น เวลาเห็นประกาศรับสมัครงานจากหน่วยงานรัฐ อย่าดูแค่ชื่อหน่วยงาน ต้องอ่านให้ชัดว่า รับเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือบุคลากรประเภทใด
แล้ว “ข้าราชการ” มีแบบไหนบ้าง?
คำว่าข้าราชการเองก็ไม่ได้หมายถึงระบบเดียวเช่นกัน
ข้อมูลของสำนักงาน ก.พ. ครอบคลุมข้าราชการหลายประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการอัยการ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นประเภทต่าง ๆ
ดังนั้น ประโยคที่ว่า “อยากเป็นข้าราชการต้องสอบ ก.พ.” จึงถูกเพียงบางส่วน
การสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการเข้ารับราชการเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร ตุลาการ อัยการ หรือข้าราชการในบางองค์กรมีระบบสอบและองค์กรบริหารงานบุคคลของตัวเอง
ในบทความนี้ The Study จะใช้ “ข้าราชการพลเรือนสามัญ” เป็นแกนหลัก เพราะเป็นสายที่เปิดกว้างต่อวุฒิและคณะหลากหลาย และเป็นกลุ่มที่น้อง ๆ มักพบประกาศรับสมัครผ่านระบบของสำนักงาน ก.พ.
เปิด Job Map: เรียนแบบนี้ ไปทำงานราชการอะไรได้บ้าง?
สิ่งหนึ่งที่พี่อยากให้น้องเปลี่ยนความคิดก่อนคือ อย่าเลือกเรียนเพียงเพราะคิดว่า “คณะนี้สอบราชการได้”
ให้กลับคำถามเป็นว่า
“เราอยากทำงานอะไรในระบบราชการ แล้วตำแหน่งนั้นรับวุฒิอะไร?”
เพราะตำแหน่งราชการแต่ละตำแหน่งมี “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” ซึ่งระบุทั้งลักษณะงาน คุณสมบัติ และวุฒิที่เกี่ยวข้อง และประกาศรับสมัครจริงอาจกำหนดสาขาการศึกษาแตกต่างกันออกไป
|
กลุ่มอาชีพ |
ตัวอย่างงานที่พบในระบบราชการ |
สาขาที่ควรลองสำรวจ |
|
บริหาร–นโยบาย |
นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักจัดการงานทั่วไป นักทรัพยากรบุคคล นักพัฒนาระบบราชการ |
รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหาร เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสาขาที่ประกาศกำหนด |
|
กฎหมาย–ยุติธรรม |
นิติกร พนักงานคุมประพฤติ งานบังคับคดี งานด้านกฎหมาย |
นิติศาสตร์ และสาขาเฉพาะตามตำแหน่ง |
|
การเงิน–เศรษฐกิจ |
นักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการคลัง นักวิชาการสรรพากร นักวิชาการพัสดุ |
บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ บริหาร นิติศาสตร์ หรือสาขาที่กำหนด |
|
การศึกษา–สังคม |
นักวิชาการศึกษา นักพัฒนาชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ |
ศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ สังคมศาสตร์ พัฒนาชุมชน |
|
แพทย์–สุขภาพ |
นายแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข นักกำหนดอาหาร นักฉุกเฉินการแพทย์ |
แพทยศาสตร์ พยาบาล สาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิชาชีพเฉพาะ |
|
วิทยาศาสตร์–สิ่งแวดล้อม |
นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม นักธรณีวิทยา งานห้องปฏิบัติการ |
วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ธรณีวิทยา เคมี ชีววิทยา และสาขาที่เกี่ยวข้อง |
|
วิศวกรรม–ดิจิทัล |
วิศวกร นักวิชาการคอมพิวเตอร์ งานสารสนเทศ นายช่าง |
วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ IT หรือสายอาชีวศึกษาที่เกี่ยวข้อง |
|
ต่างประเทศ–งานเฉพาะทาง |
นักการทูต นักวิเทศสัมพันธ์ นักวิเทศสหการ และงานภาษาต่างประเทศ |
รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาษา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย หรือสาขาที่ประกาศกำหนด |
ตารางนี้เป็นเพียง “แผนที่ให้เริ่มค้นหา” ไม่ใช่คุณสมบัติการรับสมัครแบบตายตัว เพราะชื่อปริญญา สาขาวิชา ใบอนุญาตวิชาชีพ และเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานต้องตรวจจากประกาศรับสมัครจริงทุกครั้ง
และระบบราชการเองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับอาชีพเดิม ๆ เพราะในปี 2569 สำนักงาน ก.พ. เพิ่งกำหนดมาตรฐานตำแหน่งประเภทวิชาการเพิ่มเติม เช่น นักกำหนดอาหาร นักฉุกเฉินการแพทย์ และนักจัดการโรงพยาบาล สะท้อนว่างานภาครัฐก็ปรับตามความเชี่ยวชาญใหม่ของสังคมเช่นกัน
ปริญญาตรีกับ ปวส. เข้าราชการเหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญ เราจะเห็นตำแหน่งแรกบรรจุที่สำคัญอยู่สองกลุ่มคือ ประเภทวิชาการ และ ประเภททั่วไป
ตำแหน่งประเภทวิชาการพบมากในงานที่ใช้ความรู้ระดับปริญญา เช่น นักทรัพยากรบุคคล นักวิชาการคลัง นักวิชาการศึกษา หรือวิชาชีพต่าง ๆ โดยเส้นทางระดับตำแหน่งตั้งแต่ ปฏิบัติการ → ชำนาญการ → ชำนาญการพิเศษ → เชี่ยวชาญ → ทรงคุณวุฒิ
ส่วนตำแหน่งประเภททั่วไปพบงานที่เปิดรับวุฒิระดับ ปวช. ปวส. หรือคุณวุฒิตามมาตรฐานของตำแหน่ง เช่น เจ้าพนักงานธุรการ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี หรือนายช่างบางสาย โดยเส้นทางตำแหน่งคือ ปฏิบัติงาน → ชำนาญงาน → อาวุโส → ทักษะพิเศษ
เพราะฉะนั้น น้องสายอาชีวะก็มีเส้นทางเข้าสู่งานราชการ ไม่ได้จำเป็นต้องเรียนปริญญาตรีก่อนทุกตำแหน่ง
อยากเป็นข้าราชการพลเรือน ต้องสอบอะไร?
เส้นทางที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยสามารถจำง่าย ๆ ว่า
ภาค ก. → ภาค ข. → ภาค ค. → ขึ้นบัญชี → เรียกบรรจุ
ภาค ก. วัดพื้นฐานที่ใช้กับงานราชการ
สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้จัดการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไป หรือที่เรียกว่า “สอบ ก.พ. ภาค ก.”
ปัจจุบันเปิดการสอบในระดับ ปวช., ปวท./อนุปริญญา/ปวส., ปริญญาตรี และปริญญาโท โดยเนื้อหาครอบคลุมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ภาษาอังกฤษ และความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี
เกณฑ์ผ่านของภาค ก. คือ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 สำหรับระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี ส่วนปริญญาโทไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
ภาค ข. วัดความรู้ที่ใช้กับตำแหน่งจริง
เมื่อหน่วยงานมีตำแหน่งว่าง หน่วยงานจะประกาศรับสมัครและกำหนดการสอบความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น นิติกรก็อาจสอบกฎหมาย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ก็สอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานดิจิทัล หรือแต่ละตำแหน่งอาจมีเนื้อหาเฉพาะเพิ่มเติม
ภาค ค. ดูว่าเหมาะกับงานแค่ไหน
ภาค ค. เป็นการวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง อาจใช้การสัมภาษณ์ การสังเกตพฤติกรรม หรือวิธีอื่น โดยประเมินเรื่องคุณลักษณะ สมรรถนะ ทัศนคติ บุคลิกภาพ คุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงความเหมาะสมกับงาน
แต่ต้องจำไว้ว่า ไม่ใช่ข้าราชการทุกอาชีพต้องเดินเส้นทาง ก.–ข.–ค. แบบนี้ เช่น คุณวุฒิบางประเภทที่ ก.พ. กำหนดเป็นวุฒิคัดเลือก หรือระบบข้าราชการอื่น อาจใช้วิธีการคัดเลือกหรือการสอบเฉพาะของหน่วยงานนั้น
เงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นเท่าไร?
สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญ อัตราเงินเดือนแรกบรรจุขึ้นอยู่กับ คุณวุฒิที่ใช้บรรจุ ตำแหน่ง และหลักเกณฑ์การกำหนดเงินเดือนแรกบรรจุของหน่วยงาน
ตัวอย่างอัตราสำหรับคุณวุฒิหลักที่ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ปวช.ประมาณ 11,380–12,520 บาท, ปวส. 13,920–15,320 บาท, ปริญญาตรี 18,150–19,970 บาท, ปริญญาโท 21,180–23,300 บาท และปริญญาเอก 25,410–27,960 บาท ทั้งนี้ต้องดูคุณวุฒิและประกาศของตำแหน่งจริงอีกครั้ง
ดังนั้น เวลาน้องเห็นคนบอกว่า “จบปริญญาตรีราชการได้เงินเดือนเท่านี้ทุกคน” ต้องระวัง เพราะ เงินเดือนแรกบรรจุไม่ได้มีเลขเดียวสำหรับทุกสาขาและทุกกรณี
นอกจากเงินเดือน ข้าราชการมีสวัสดิการอะไร?
เหตุผลที่หลายคนสนใจงานราชการไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงระบบสวัสดิการระยะยาวด้วย
หนึ่งในสวัสดิการสำคัญคือ สิทธิรักษาพยาบาล ซึ่งภายใต้หลักเกณฑ์สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ มีทั้งสิทธิของผู้มีสิทธิเองและบุคคลในครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายและระบบสิทธิที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามหลักเกณฑ์ ค่าเช่าบ้านสำหรับผู้ที่เข้าเงื่อนไข ตลอดจนสิทธิและเงินประจำตำแหน่งบางประเภท ซึ่งไม่ได้หมายความว่าข้าราชการทุกคนจะเบิกได้ทุกอย่างโดยอัตโนมัติ ต้องดูเงื่อนไขของแต่ละสิทธิเป็นกรณีไป
อีกส่วนสำคัญคือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. สำหรับสมาชิกใหม่ตามกฎหมาย สมาชิกส่งเงินสะสมขั้นต่ำร้อยละ 3 ของเงินเดือน รัฐส่งเงินสมทบร้อยละ 3 และมีเงินชดเชยร้อยละ 2 สำหรับสิทธิตามเงื่อนไขของระบบบำนาญ ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เมื่อออกจากราชการหรือเกษียณจึงอาจมีทั้งเงินจาก กบข. และสิทธิบำเหน็จหรือบำนาญตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าเป็นสมาชิก กบข. แล้วจะ “ไม่มีบำนาญ” อย่างที่บางครั้งเข้าใจกัน
โดยทั่วไป ข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปีจะสิ้นสุดอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
งานราชการมั่นคงจริงไหม? เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือก
ถ้ามองจากระบบอาชีพ งานราชการมีข้อเด่นคือมีโครงสร้างตำแหน่งและเส้นทางความก้าวหน้าค่อนข้างชัด มีระบบเงินเดือน การประเมิน การเลื่อนระดับ และสวัสดิการที่กำหนดเป็นหลักเกณฑ์
แต่คำว่า “มั่นคง” ไม่ได้แปลว่า “สบาย”
คนทำงานราชการต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ วินัย และมาตรฐานจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ การตัดสินใจหลายเรื่องต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ การใช้งบประมาณ และความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่าการดูผลลัพธ์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
บางตำแหน่งอาจต้องทำงานต่างจังหวัด ย้ายหน่วยงาน ลงพื้นที่ รับเวร ทำงานนอกเวลาหรือรับผิดชอบงานที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักพัฒนาชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภัยพิบัติ
ดังนั้น ถ้าคิดว่า “รับราชการเพราะอยากมีงานที่ไม่กดดัน” อาจต้องคิดใหม่
คำถามที่เหมาะกว่าคือ “เราอยากใช้ความรู้ของตัวเองทำงานในระบบที่มีภารกิจเพื่อสาธารณะหรือไม่?”
คนแบบไหนน่าจะเหมาะกับงานราชการ?
พี่มองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียบร้อย ชอบเอกสาร หรือเก่งท่องจำถึงจะทำงานราชการได้
ระบบราชการปัจจุบันต้องการทั้งคนวิเคราะห์ข้อมูล คนเทคโนโลยี คนสื่อสาร คนออกแบบนโยบาย วิศวกร บุคลากรสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดสายงานใหม่อย่างนักกำหนดอาหารหรือนักฉุกเฉินการแพทย์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ น้องรับได้ไหมกับการทำงานตามกฎและขั้นตอน มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะสูง สามารถทำงานกับคนหลากหลาย และพร้อมเรียนรู้ระบบที่บางเรื่องอาจไม่ได้เปลี่ยนเร็วเหมือนบริษัทเอกชน
ถ้าคำตอบคือใช่ งานราชการก็อาจเป็นหนึ่งใน Career Path ที่น่าสำรวจจริงจัง
ถ้ายังเรียนอยู่ แล้วอยากรับราชการ ควรเริ่มจากตรงไหน?
พี่แนะนำให้เริ่มจาก “หาตำแหน่งก่อนหาคณะ”
ลองค้นตำแหน่งราชการ 3–5 ตำแหน่งที่ตัวเองสนใจ แล้วเปิดดูประกาศย้อนหลังว่าเขาทำงานอะไร รับวุฒิอะไร ต้องมีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่ และสอบวิชาอะไร จากนั้นค่อยย้อนกลับมาดูว่าคณะหรือสาขาไหนพาเราไปถึงตำแหน่งเหล่านั้นได้
ถ้าเป็นสายข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ทำความรู้จักระบบ สอบ ก.พ. ภาค ก. ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มติดตามประกาศตำแหน่งจริง เพื่อจะได้รู้ว่าความรู้เฉพาะตำแหน่งในภาค ข. ต้องเตรียมอะไร
ส่วนคนที่สนใจครู ตำรวจ ทหาร ตุลาการ อัยการ หรือระบบท้องถิ่น อย่าใช้ข้อมูลสอบ ก.พ. ชุดเดียวตัดสินทั้งหมด ต้องศึกษาเส้นทางของระบบนั้นโดยเฉพาะ
ข่าวรับสมัครข้าราชการพลเรือนสามารถติดตามผ่านระบบค้นหางานของสำนักงาน ก.พ. และเว็บไซต์ของส่วนราชการแต่ละแห่งได้
ก่อนถามว่า “สอบราชการยากไหม” ลองถามก่อนว่า “อยากเป็นข้าราชการอะไร”
คำว่า “ข้าราชการ” ไม่ใช่ชื่ออาชีพเดียว แต่เป็นโลกการทำงานขนาดใหญ่ที่มีคนจากแทบทุกสายการเรียน
เด็กนิติศาสตร์อาจเป็นนิติกร เด็กบัญชีอาจไปสายการคลัง เด็กวิศวะอาจเป็นวิศวกรภาครัฐ เด็ก IT อาจดูแลระบบดิจิทัลของประเทศ เด็กสาธารณสุขอาจทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ ขณะที่สายอาชีวะเองก็มีตำแหน่งประเภททั่วไปและงานช่างจำนวนมากให้เลือก
เพราะฉะนั้น ถ้าน้องสนใจเส้นทางนี้ อย่าเริ่มจากการซื้อหนังสือสอบ ก.พ. ก่อน
เริ่มจากหาว่า “เราอยากทำงานอะไร” แล้วค่อยวางแผนว่า “ต้องเรียนอะไร และต้องผ่านประตูไหนถึงจะไปถึงงานนั้น”
นี่ต่างหากคือการวาง Career Path ที่มีโอกาสพาเราไปถึงงานที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
Study JobMaps — รู้จักงานให้มากพอ ก่อนเลือกอนาคตของตัวเอง
FAQ: คำถามที่คนอยากเป็นข้าราชการมักสงสัย
อยากเป็นข้าราชการต้องสอบ ก.พ. ทุกคนไหม?
ไม่ทุกคน ภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. เป็นเส้นทางหลักของข้าราชการพลเรือนสามัญบางรูปแบบ ขณะที่ครู ตำรวจ ทหาร ตุลาการ อัยการ และข้าราชการบางประเภทมีระบบสอบหรือคัดเลือกของตัวเอง
เรียนคณะไหนสอบราชการได้?
ไม่มีคณะเดียวที่เรียกว่า “คณะสำหรับสอบราชการ” เพราะแต่ละตำแหน่งกำหนดคุณวุฒิต่างกัน บางตำแหน่งเปิดหลายสาขาหรือทุกสาขา ขณะที่วิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ วิศวกร หรือนิติกร จะมีเงื่อนไขคุณวุฒิชัดกว่า จึงต้องดูมาตรฐานตำแหน่งและประกาศรับสมัครเป็นหลัก
อายุเท่าไรถึงเริ่มสมัครข้าราชการพลเรือนได้?
คุณสมบัติทั่วไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือนกำหนดอายุขั้นต่ำ 18 ปี และยังต้องมีคุณสมบัติรวมถึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและประกาศของตำแหน่งนั้น ๆ
จบ ปวส. เป็นข้าราชการได้ไหม?
ได้ มีตำแหน่งประเภททั่วไปจำนวนหนึ่งที่รับคุณวุฒิ ปวช., ปวท., อนุปริญญา หรือ ปวส. ตามมาตรฐานของแต่ละตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีทุกงาน
พนักงานราชการกับข้าราชการเหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน พนักงานราชการเป็นระบบการจ้างงานด้วยสัญญาภายใต้ระเบียบพนักงานราชการ ส่วนข้าราชการอยู่ภายใต้กฎหมายบริหารงานบุคคลของข้าราชการแต่ละประเภท จึงมีโครงสร้างสิทธิและความก้าวหน้าคนละระบบ
แหล่งอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) — รายงานกำลังคนภาครัฐ ปี 2568
สำนักงาน ก.พ. — ข้อมูลการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ก. และกระบวนการสรรหาข้าราชการพลเรือน
สำนักงาน ก.พ. — อัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับค่าตอบแทนข้าราชการ
สำนักงาน ก.พ. — มาตรฐานกำหนดตำแหน่งและการแก้ไขเพิ่มเติมสายงานประเภทวิชาการ
สำนักงาน ก.พ. — ระบบพนักงานราชการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
กรมบัญชีกลาง — สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) — ระบบสมาชิก เงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และสิทธิหลังออกจากราชการ


