7 เรื่องสำคัญในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

“เรียนฟรี” จะฟรีจริงไหม? ครูจะได้มีเวลาสอนมากกว่านั่งทำเอกสารหรือยัง? เด็กทุกคนจะได้เรียนในแบบที่เหมาะกับตัวเองหรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นปัญหาที่อยู่คู่การศึกษาไทยมานาน แต่กำลังถูกนำกลับมาวางกติกาใหม่อีกครั้ง ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งถูกวางให้เป็นกฎหมายหลักที่จะกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว แทนกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ใช้มาเกือบ 3 ทศวรรษ
กฎหมายการศึกษาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ครู คนวัยทำงาน หรือมีลูกหลานอยู่ในระบบการศึกษา การเปลี่ยนกติกาครั้งนี้อาจส่งผลตั้งแต่วิธีเรียน วิธีสอน ค่าใช้จ่ายในการเรียน ไปจนถึงโอกาสในการกลับมาเรียนรู้ทักษะใหม่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน
ร่างที่เปิดรับฟังความคิดเห็นล่าสุดมีโครงสร้าง 7 บท 72 มาตรา โดยเน้นการสร้างระบบการศึกษาที่ “ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ” มากขึ้น รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสะสมและเทียบโอนผลการเรียนผ่าน Credit Bank การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา และการเปิดให้หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับการศึกษา
ที่สำคัญ สถานะของร่างกฎหมายขณะนี้ขยับไปอีกขั้นแล้ว
ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 กระบวนการรับฟังความคิดเห็นหลักได้ผ่านไปแล้ว และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจได้พิจารณาปรับแก้ร่างจนได้ข้อสรุป พร้อมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำเอกสารเพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ร่างฉบับนี้ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ และเนื้อหายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกในขั้นคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐสภา
แล้วถ้าดูจากทิศทางของร่างและข้อเสนอที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น มีเรื่องอะไรบ้างที่อาจเปลี่ยนชีวิตของคนในระบบการศึกษา?
The Study ชวนดู 7 เรื่องสำคัญที่ควรจับตา
1. “เรียนฟรี” ต้องฟรีจริง แต่โจทย์ใหญ่คือจะฟรีแค่ไหน?
หนึ่งในคำถามที่ใกล้ตัวผู้ปกครองที่สุดคือ ถ้าบอกว่า “เรียนฟรี” ทำไมหลายครอบครัวยังต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอีกสารพัด?
ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ค่าจัดการเรียนการสอน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 กำหนดหน้าที่ของรัฐให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
แต่สิ่งที่หลายครอบครัวเจอในชีวิตจริงคือ แม้จะมีคำว่า “เรียนฟรี” ก็ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเกิดขึ้น ทั้งกิจกรรมเพิ่มเติม ห้องเรียนพิเศษ อุปกรณ์บางประเภท ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือเงินที่สถานศึกษาขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง
เพราะฉะนั้น ประเด็นของกฎหมายใหม่จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำว่า “มีสิทธิเรียนฟรี” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ค่าใช้จ่ายอะไรเป็นหน้าที่ของรัฐ ค่าใช้จ่ายใดสถานศึกษาสามารถเรียกเก็บได้ และจะป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายแฝงกลายเป็นกำแพงขวางเด็กยากจนอย่างไร
ข้อเสนอจากภาคประชาชนในกระบวนการยกร่างจึงมีเสียงเรียกร้องค่อนข้างชัดว่า “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” และรัฐควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการเข้าถึงการศึกษามากขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตา
คำว่า “ฟรี” ในตัวบทสุดท้ายจะถูกนิยามละเอียดเพียงใด เพราะต่อให้หลักการเขียนไว้ดี แต่ถ้างบประมาณต่อหัวไม่เพียงพอ หรือยังเปิดช่องให้สถานศึกษาต้องพึ่งเงินจากครอบครัว ภาระค่าใช้จ่ายก็อาจไม่ได้หายไปจริง
ดังนั้นสำหรับครอบครัว สิ่งสำคัญกว่าเห็นคำว่า “เรียนฟรี” อยู่ในกฎหมาย คือการดูว่าเมื่อกฎหมายออกมาแล้ว รัฐจ่ายอะไร โรงเรียนเก็บอะไรได้ และผู้ปกครองมีสิทธิร้องเรียนอย่างไร
2. เด็กทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน
อีกแกนใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ คือการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เป็นธรรมมากขึ้น
เพราะในโลกจริง เด็กไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน
บางคนมีครอบครัวพร้อมจ่ายค่าเรียนพิเศษ มีอินเทอร์เน็ต มีอุปกรณ์ครบ และมีโรงเรียนคุณภาพอยู่ใกล้บ้าน ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากต้องเผชิญทั้งความยากจน ความพิการ ปัญหาครอบครัว พื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งหลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว
ดังนั้น “ความเท่าเทียม” จึงไม่ควรแปลว่าทุกคนได้รับทุกอย่างเท่ากัน แต่หมายถึงการที่เด็กแต่ละคนได้รับการสนับสนุนเพียงพอที่จะมีโอกาสเรียนรู้ได้จริง
แนวทางของกฎหมายใหม่จึงให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาที่ครอบคลุมคนหลากหลายกลุ่ม ลดอุปสรรคในการเข้าถึง และเปิดพื้นที่ให้การเรียนรู้ไม่ได้ผูกอยู่กับโรงเรียนในระบบเพียงอย่างเดียว
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ศูนย์การเรียน ชุมชน องค์กรต่าง ๆ และรูปแบบการเรียนรู้ทางเลือก ซึ่งอาจมีบทบาทมากขึ้นในระบบการศึกษาใหม่
สำหรับเด็กที่หลุดจากโรงเรียน นี่อาจมีความหมายมากกว่าการพยายาม “พากลับไปเรียนแบบเดิม” แต่คือการสร้างเส้นทางให้เขาสามารถกลับมาเรียน สะสมผลการเรียน และต่อยอดไปยังการศึกษาอื่นได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่ต้องจับตา
หัวใจไม่ได้อยู่แค่คำว่า “ทุกคนเข้าถึงได้” แต่อยู่ที่ งบประมาณจะถูกจัดตามความจำเป็นของผู้เรียนหรือไม่
โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนห่างไกล เด็กพิการ เด็กยากจน หรือเด็กนอกระบบ มีต้นทุนในการจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน หากจัดงบประมาณด้วยสูตรเดียวกับทุกคน ความเหลื่อมล้ำเดิมอาจยังอยู่เหมือนเดิม
3. ครูควรได้ “สอน” มากกว่า “ทำเอกสาร”
ภาพของครูที่ต้องนั่งทำรายงาน เตรียมเอกสารรับการประเมิน กรอกข้อมูลหลายระบบ หรือทำงานธุรการจำนวนมาก กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องมาหลายปี
เพราะทุกชั่วโมงที่ครูใช้ไปกับงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนโดยตรง หมายถึงเวลาที่หายไปจากการเตรียมบทเรียน ดูแลเด็กเป็นรายคน หรือพัฒนาวิธีสอนใหม่ ๆ
ทิศทางของการปฏิรูประบบครั้งนี้จึงให้ความสำคัญกับการ “คืนเวลาให้ครู”
กระทรวงศึกษาธิการระบุว่ากำลังลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดและภาระการประเมิน โดยมีการลดจำนวนตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของครูจากประมาณ 141 ตัว ให้เหลือไม่เกิน 40 ตัวชี้วัด
ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจทางวิชาการก็มีความหมายต่อครูเช่นกัน เพราะถ้าโรงเรียนและครูมีพื้นที่ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนมากขึ้น ครูก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับทุกห้อง ทุกโรงเรียน หรือทุกพื้นที่
แต่ต้องแยกให้ออกว่า การลดตัวชี้วัดที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ผลจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่โดยตรง เพราะกฎหมายยังไม่บังคับใช้ หากแต่สะท้อนทิศทางเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการผลักดัน
สิ่งที่ต้องจับตา
ต่อให้กฎหมายเขียนเรื่องลดภาระไว้ดี แต่ถ้าระเบียบราชการ ระบบรายงาน การประเมินวิทยฐานะ การประกันคุณภาพ และคำสั่งจากหลายหน่วยงานยังเหมือนเดิม ครูก็อาจยังต้องทำเอกสารจำนวนมากอยู่ดี
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “กฎหมายลดงานครูหรือไม่” แต่คือ หน่วยงานต่าง ๆ จะยอมลดข้อมูลที่เรียกจากโรงเรียนจริงแค่ไหน
4. ผู้เรียน–ผู้ปกครอง และประชาชน ต้องมีเสียงมากขึ้น
ระบบการศึกษามักถูกออกแบบโดยคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนทุกวัน ทั้งที่คนที่ได้รับผลโดยตรงที่สุดคือนักเรียน ครู และครอบครัว
ร่างกฎหมายฉบับใหม่จึงพยายามขยับจากแนวคิด “รัฐจัดการศึกษาให้ประชาชน” ไปสู่แนวคิดที่มองว่า การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน
หนึ่งในเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะบรรจุไว้ในกฎหมายใหม่คือ “สมัชชาการศึกษา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการกำหนดทิศทางการศึกษา
นั่นหมายความว่า ในเชิงหลักการ นโยบายการศึกษาไม่ควรถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว
แต่คำว่า “มีส่วนร่วม” ก็มีหลายระดับ
ตั้งแต่ได้รับข้อมูล แสดงความคิดเห็น เข้าร่วมประชุม ไปจนถึงมีสิทธิร่วมตัดสินใจจริง
สิ่งที่ต้องจับตา
ต้องดูต่อว่าองค์ประกอบของสมัชชาการศึกษาและกลไกต่าง ๆ จะเปิดพื้นที่ให้ นักเรียน เยาวชน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มากแค่ไหน และข้อเสนอจากประชาชนจะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจจริงหรือเป็นเพียงความคิดเห็นประกอบ
ถ้าออกแบบกลไกดี นี่อาจเป็นโอกาสให้คนที่อยู่กับปัญหาในพื้นที่มีสิทธิกำหนดคำตอบมากขึ้น แต่ถ้าการมีส่วนร่วมจบลงแค่การเชิญมารับฟังนโยบาย การเปลี่ยนแปลงก็อาจไม่ต่างจากเดิมมากนัก
5. ไม่ต้องเรียนเหมือนกันทุกคน เพราะเด็กแต่ละคนไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน
เด็กคนหนึ่งอาจเก่งคณิตศาสตร์ อีกคนถนัดศิลปะ อีกคนเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการลงมือทำ และอีกคนอาจรู้ตั้งแต่มัธยมแล้วว่าอยากเข้าสายอาชีพ
แต่ระบบการศึกษาที่บังคับให้ทุกคนเรียนด้วยจังหวะ วิธี และเส้นทางเดียวกัน อาจทำให้ความแตกต่างเหล่านี้กลายเป็นปัญหาแทนที่จะเป็นจุดแข็ง
แนวคิดสำคัญของร่างกฎหมายใหม่จึงอยู่ที่คำว่า Flexible & Seamless Education หรือ “การศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ”
เป้าหมายคือเปิดโอกาสให้เส้นทางการเรียนรู้มีความหลากหลายมากขึ้น และเชื่อมผลการเรียนรู้จากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต ซึ่งทำหน้าที่คล้ายบัญชีสะสมผลการเรียนรู้ ผู้เรียนอาจนำความรู้หรือสมรรถนะที่ได้รับจากการศึกษาในระบบ นอกระบบ หลักสูตรฝึกอบรม หรือประสบการณ์อื่นที่ผ่านการรับรอง มาสะสมและเทียบโอนได้ตามหลักเกณฑ์
สำหรับเด็ก นี่อาจหมายถึงการมีเส้นทางเรียนที่สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และเป้าหมายชีวิตมากขึ้น
สำหรับคนวัยทำงาน นี่อาจหมายถึงการไม่ต้องกลับไปเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ศูนย์ทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพหรือเพิ่มคุณวุฒิ
และสำหรับระบบการศึกษา นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการถามว่า “เรียนครบกี่ชั่วโมง?” ไปสู่การถามมากขึ้นว่า “ผู้เรียนทำอะไรได้จริง?”
อย่างไรก็ตาม การเรียนต่างกันไม่ได้หมายความว่าไม่มีมาตรฐานร่วมเลย เพราะรัฐยังจำเป็นต้องกำหนดคุณภาพขั้นต่ำและสมรรถนะพื้นฐานที่คนไทยควรมี
สิ่งที่ต้องจับตา
Credit Bank จะดีได้ก็ต่อเมื่อมหาวิทยาลัย โรงเรียน อาชีวศึกษา หน่วยงานฝึกอบรม และภาคการทำงาน ยอมรับมาตรฐานร่วมกันจริง
ถ้าแต่ละแห่งยังไม่ยอมรับหน่วยกิตหรือผลการเรียนรู้ของกันและกัน “ไร้รอยต่อ” ก็อาจเหลือเพียงหลักการบนกระดาษ
6. การเรียนไม่จบแค่ในโรงเรียน และไม่จบเมื่อรับปริญญา
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่ชัดที่สุดของกฎหมายใหม่คือ การขยายความหมายของคำว่า “การศึกษา” ออกจากช่วงวัยเด็กและวัยเรียน
โลกการทำงานปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ความรู้ชุดเดียวจะใช้ได้ตลอดชีวิต
คนวัย 30 อาจต้องเรียน AI เพิ่ม คนวัย 45 อาจต้อง Reskill เพื่อเปลี่ยนอาชีพ คนเกษียณอาจอยากเรียนภาษา เทคโนโลยี หรือทักษะทางการเงินใหม่
เพราะฉะนั้นระบบใหม่จึงพูดถึง Lifelong Learning หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างจริงจังมากขึ้น
แนวคิดคือ คนไทยควรสามารถเรียนรู้ได้ทุกวัย ทุกสถานที่ และผ่านหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ศูนย์การเรียน ชุมชน สถานประกอบการ แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงประสบการณ์จากการทำงาน
Credit Bank จึงไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะนักเรียน แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่อาจช่วยให้คนวัยทำงานสามารถสะสมผลการเรียนรู้จากหลายช่วงชีวิต แล้วนำกลับมาต่อยอดเป็นคุณวุฒิหรือเส้นทางอาชีพใหม่ได้
นี่คือความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพราะระบบการศึกษาแบบเดิมมักแบ่งชีวิตเป็น “ช่วงเรียน” กับ “ช่วงทำงาน” ค่อนข้างชัด แต่โลกยุคใหม่อาจกลายเป็น เรียน–ทำงาน–เรียนใหม่–เปลี่ยนอาชีพ สลับกันไปตลอดชีวิต
สิ่งที่ต้องจับตา
ต้องดูว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะเป็นโอกาสสำหรับ “ทุกคน” จริงหรือไม่
ถ้าหลักสูตรดี ๆ ยังมีค่าใช้จ่ายสูง ระบบ Credit Bank เข้าถึงยาก หรือคนในต่างจังหวัดไม่มีแหล่งเรียนรู้เพียงพอ การเรียนรู้ตลอดชีวิตก็อาจกลายเป็นโอกาสที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม
7. โรงเรียนอาจมีอิสระมากขึ้น ไม่ต้องใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศ
โรงเรียนขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ โรงเรียนบนดอย โรงเรียนชายแดน และโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนชนบท มีปัญหา ทรัพยากร และผู้เรียนที่แตกต่างกันอย่างมาก
แต่ที่ผ่านมา หลายเรื่องยังต้องดำเนินงานภายใต้กฎและคำสั่งจากส่วนกลางในรูปแบบใกล้เคียงกัน
หนึ่งในหลักการสำคัญที่ถูกผลักดันควบคู่กับร่างกฎหมายใหม่จึงเป็น Decentralization หรือการกระจายอำนาจ
เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ให้สถานศึกษาสามารถตัดสินใจและออกแบบการศึกษาให้เหมาะกับบริบทของตัวเองมากขึ้น ทั้งด้านวิชาการ การจัดการเรียนรู้ การบริหารทรัพยากร และการทำงานร่วมกับชุมชน
แนวคิดนี้เห็นได้จากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาหรือ Education Sandbox ที่เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนบางแห่งทดลองบริหารและออกแบบการเรียนรู้ด้วยความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องการนำบทเรียนดังกล่าวมาขยายผล
ถ้าหลักการนี้เกิดขึ้นจริง โรงเรียนอาจไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางทุกเรื่อง และสามารถใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กในพื้นที่ได้เร็วขึ้น
แต่ “อิสระ” ต้องมาพร้อม “ความรับผิดชอบ”
การกระจายอำนาจไม่ได้หมายความว่ารัฐปล่อยให้แต่ละโรงเรียนทำอะไรก็ได้ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานที่ชัด พร้อมตรวจสอบจาก ผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน มากกว่าตรวจเพียงว่าโรงเรียนทำเอกสารครบหรือไม่
สิ่งที่ต้องจับตา
โรงเรียนแต่ละแห่งมีความพร้อมไม่เท่ากัน
ถ้ากระจายหน้าที่ให้โรงเรียนมากขึ้น แต่ไม่กระจายงบประมาณ บุคลากร และอำนาจตัดสินใจตามไปด้วย โรงเรียนอาจไม่ได้ “อิสระขึ้น” แต่กลับมีภาระเพิ่มขึ้น
และถ้าโรงเรียนที่พร้อมอยู่แล้วใช้ความอิสระได้ดีกว่าโรงเรียนที่ขาดคนและงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนก็อาจยิ่งกว้างขึ้น
ดังนั้นคำสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “กระจายอำนาจ” แต่ต้องเป็น กระจายอำนาจพร้อมทรัพยากรและระบบสนับสนุน
แล้ว 7 เรื่องนี้จะเปลี่ยนการศึกษาไทยได้จริงไหม?
คำตอบตอนนี้คือ “มีโอกาส แต่ยังไม่รับประกัน”
เพราะกฎหมายสามารถเปลี่ยนโครงสร้างและวางสิทธิใหม่ได้ แต่กฎหมายเพียงฉบับเดียวไม่สามารถทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นทันที
“เรียนฟรี” จะฟรีจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนิยามค่าใช้จ่ายและงบประมาณ
ครูจะมีเวลาสอนมากขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการลดระบบรายงานและการประเมินซ้ำซ้อนของหน่วยงานต่าง ๆ
เด็กจะมีเส้นทางเรียนที่ยืดหยุ่นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระบบ Credit Bank และการยอมรับผลการเรียนรู้ระหว่างสถาบัน
โรงเรียนจะมีอิสระจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าอำนาจ เงิน และบุคลากรถูกกระจายตามไปด้วยหรือไม่
และประชาชนจะมีเสียงจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่ากลไกการมีส่วนร่วมมีอำนาจมากกว่าการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือเปล่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประชาชนควรติดตามกฎหมายฉบับนี้ต่อ แม้ช่วงรับฟังความคิดเห็นจะผ่านไปแล้ว
เพราะร่างยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน และรายละเอียดสามารถเปลี่ยนได้ก่อนจะกลายเป็นกฎหมายที่ใช้จริง
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะเริ่มใช้เมื่อไร?
ปัจจุบัน ยังไม่มีวันที่มีผลบังคับใช้ที่แน่นอน
หลังคณะอนุกรรมการฯ สรุปร่างเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ขั้นตอนต่อไปคือการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการของคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะรัฐมนตรีอีกครั้ง และรัฐสภา
กระทรวงศึกษาธิการเคยวางโรดแมปว่า หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามแผน ต้องการนำร่างเข้าสู่รัฐสภาไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2569 และตั้งเป้าให้กฎหมายสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายใน ไตรมาส 2 ปี 2570
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็น “เป้าหมาย” ไม่ใช่กำหนดการที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นตามนั้น
กฎหมายใหม่ไม่ได้สำคัญแค่ว่า “เขียนอะไร” แต่ต้องดูว่า “ทำได้จริงไหม”
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กำลังเสนอภาพของระบบการศึกษาที่ต่างจากเดิมหลายด้าน
จากการเรียนตามเส้นทางเดียว สู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นขึ้น
จากการมองการศึกษาเป็นเรื่องของเด็กและโรงเรียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
จากการสั่งการจากส่วนกลาง สู่การให้อำนาจพื้นที่และสถานศึกษามากขึ้น
จากการวัดว่าทำตามขั้นตอนครบหรือไม่ สู่การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของผู้เรียน
และจากการมองประชาชนเป็นผู้รับบริการ สู่การพยายามให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของระบบการศึกษา
แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงจะไม่ได้อยู่ตอนกฎหมายผ่านสภา
มันจะอยู่ในวันที่เด็กคนหนึ่งไม่ต้องพลาดโอกาสเพราะครอบครัวไม่มีเงิน วันที่ครูมีเวลาเตรียมการสอนแทนการทำเอกสาร วันที่คนวัย 40 สามารถกลับมาเรียนรู้และเปลี่ยนอาชีพได้ และวันที่โรงเรียนต่างจังหวัดสามารถออกแบบการศึกษาให้เหมาะกับเด็กของตัวเองได้จริง
ถ้าทำได้ วันนั้นคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ถึงจะไม่ได้อยู่แค่ในกฎหมาย แต่เกิดขึ้นในชีวิตของคนจริง ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ผ่านแล้วหรือยัง?
ยัง ร่างกฎหมายยังอยู่ในกระบวนการก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนนิติบัญญัติ ณ วันที่ 11 กันยายน 2569 คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาปรับแก้จนได้ข้อสรุป และอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ร่างกฎหมายใหม่หมายความว่าเด็กจะเรียนฟรี 15 ปีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลยหรือไม่?
ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ ปัจจุบันมีนโยบายสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่รัฐกำหนดอยู่แล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นและค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องดูว่ากฎหมายฉบับสุดท้ายและกฎที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้อย่างไร
Credit Bank คืออะไร?
Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต คือระบบที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้จากหลายรูปแบบ เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ขาดตอนและไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนสถานศึกษา รูปแบบการเรียน หรือกลับมาเรียนในช่วงวัยอื่น
กฎหมายใหม่นี้เกี่ยวกับคนที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียนด้วยหรือไม่?
เกี่ยว เพราะหนึ่งในทิศทางสำคัญคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่วัยเรียน คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ และมองการเรียนรู้จากโรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการ รวมถึงรูปแบบอื่นนอกห้องเรียนด้วย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ประกอบบทความ
- สภาองค์กรของผู้บริโภค
- สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. “อนุกกส.เฉพาะกิจ เร่งสรุปร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เตรียมนำเสนอ รมว.ศธ. พิจารณา” 11 กันยายน 2569.
- สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. “อนุ กกส.เฉพาะกิจ เดินหน้า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ยกระดับการศึกษาแบบไร้รอยต่อ-ลดเหลื่อมล้ำ” 30 มิถุนายน 2569.
- รัฐบาลไทย. “เปิดฉากสมัชชาการศึกษาชาติ ครั้งที่ 4 ‘ประเสริฐ’ ประกาศโรดแมป 5 ยุทธศาสตร์ สร้างไทยสู่สังคมเรียนรู้ตลอดชีวิต” 29 สิงหาคม 2569.
- The Active – Thai PBS. “รมว.ศธ. ดัน Learning Span–กระจายอำนาจ–สู่ Digital Organization” 29 สิงหาคม 2569.
- รัฐบาลไทย. “กระทรวงศึกษาธิการ เปิดมิติใหม่รับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” 19 สิงหาคม 2569.
- สภาองค์กรของผู้บริโภค. ข้อเสนอประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และประเด็นเรียนฟรี ความเสมอภาค ภาระงานครู การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน–ผู้ปกครอง.
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐด้านการศึกษา.
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 เรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย.
- หมายเหตุ: บทความอัปเดตข้อมูลถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ยังอยู่ในกระบวนการจัดทำกฎหมาย รายละเอียด มาตรา และกรอบเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในขั้นตอนต่อไป


